Some more positive news for our
#gripen team. After 4 Gripen Cs to
#hunaf - the Gripen E/F has now beaten off the F-16 to be selected by 🇹🇭
#säkpol @saab - we have a way to go but RTAF are set to be the third E/F operator 👍
เอาจริงๆไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่กองทัพอากาศประกาศเลือก Gripen E/F ให้เป็นผู้ชนะในการแข่งขันครั้งนี้
เพราะเราว่าพวกเราก็รู้กันมานานหลายเดือนแล้วว่ากองทัพอากาศจะมาแนวนี้
เนื่องจากตั้งแต่ปีที่แล้ว สิ่งที่กองทัพอากาศสื่อสาร หรือพูด หรือพยายามทำอะไรหลายอย่าง มันบ่งบอกว่ากองทัพอากาศแทบจะตัดสินใจไปพักใหญ่แล้วว่าจะเลือก Gripen E/F
คิดดูว่าขนาดมีงานโอเพ่นเฮ้าส์ซึ่งเชิญสื่อมวลชนสายทหารไปเยี่ยมกองทัพอากาศ กองทัพอากาศยังเลือกจัดที่กองบิน 7 ที่เป็นฐานบินหลักของ Gripen และแสดงระบบของ Gripen ให้ดูเลย
หรือในหลาย ๆ เวที ตัวแทนของกองทัพอากาศเวลาพูดถึงเรื่องการจัดหาเครื่องบินขับไล่ แม้จะออกตัวล้อฟรีไม่มี Flap ว่ายังไม่ตัดสินใจนะ แต่คีย์เวิร์ดแต่ละคำ คนฟังก็รู้แล้วว่าอยากได้อะไร
คือมันชัดมาตั้งนานแล้ว
ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมรอบนี้ถึงไม่ค่อยมีใครตื่นเต้นเพราะข้อสอบมันหลุดมานานแล้ว
ซึ่งจริงๆก็ไม่ควรจะเป็นแบบนั้น เพราะมันอาจทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการได้ข้อเสนอที่ดีกว่าเดิม เหมือนเมื่อ 10 กว่าปีก่อนในการจัดหา Gripen ฝูง 701 ที่กองทัพอากาศเก็บความลับได้ค่อนข้างดี และทำให้ได้ข้อเสนอที่ค่อนข้างดีมาด้วย
แต่ไม่ว่าอย่างไร สำหรับ TAF เราไม่ติดใจอยู่แล้ว เพราะเราก็บอกเสมอว่าในแง่การปฏิบัติงาน F-16V หรือ Gripen E/F จะเลือกอะไรก็ได้ทั้งนั้น เพราะข้อดีข้อเสียพอๆกัน แล้วแถมซื้ออาวุธครั้งนี้มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจด้วย
สิ่งที่ต้องจับตามากกว่าก็คือข้อเสนอทางเศรษฐกิจ ซึ่งกองทัพอากาศทำถูกและออกแบบโครงการได้ยอดเยี่ยมจนประเทศไทยกำลังจะได้รับข้อเสนอทางเศรษฐกิจจากการซื้ออาวุธที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ซึ่งอันนี้ต้องชื่นชมกองทัพอากาศ
แต่ในทางปฏิบัติน่าจะเกิดปัญหาค่อนข้างแน่ เนื่องจากกองทัพอากาศไม่ได้มีความเชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ หรือมีอำนาจในการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ เอาจริงๆแล้วควรให้หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจช่วยพิจารณาพิจารณาและเจรจาข้อเสนอด้วยซ้ำ รวมถึงประเทศไทยยังไม่มีกลไกหลายหลายอย่างที่จะสนับสนุนการได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง พูดง่าย ๆ คือเรายังไม่มี Offset Policy นั่นเอง
เราจึงยังต้องลุ้นว่าสุดท้ายแล้วประเทศไทยจะได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 130% ของมูลค่าโครงการหรือ 78,000,000,000 ถ้าจัดหาครบ 12 ลำอย่างที่บริษัทผู้ผลิตตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่ เพราะปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ผู้ผลิต แต่อยู่ที่ผู้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างประเทศไทยและรัฐบาลไทยที่จะจัดการอย่างไรให้ผลประโยชน์เกิดขึ้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจจริง
แต่ก็ไม่เป็นไรครับ มันก็ดีกว่าโครงการอื่นมาก ต่อให้ได้สัก 50% ก็ยังคุ้ม และเรายินดีสนับสนุนถ้าเกิดการซื้ออาวุธจะทำให้เศรษฐกิจเติบโต ซึ่งโครงการอื่นและเหล่าทัพอื่นควรดูและต้องดูเป็นแบบอย่าง ก่อนที่ประเทศไทยจะมีกฎหมาย Offset อย่างเป็นทางการ ซึ่งกรรมาธิการทหารกำลังร่างกันอยู่ในตอนนี้
แค่นี้ก็ยอดเยี่ยมแล้วครับ ยิ่งเมื่อเทียบกับโครงการอื่น ๆ ด้วยแล้ว ยิ่งดูดีเข้าไปใหญ่