Long-term investor | MBA, M.Econ | วิเคราะห์หุ้นจากพื้นฐาน ลงทุนใน Megatrend อนาคต | ผมแชร์ทุกข้อมูลที่ไม่มีในนี้ ไว้ใน Ko-fi ลองเข้าไปส่องกันได้ 👇🏻

Not Financial Advice
หุ้น 20 ตัวที่ผมว่าน่าศึกษาไว้เผื่อปรับฐานมาถึง... จะได้เก็บของถูกๆ จากที่ผมอยู่ในตลาดมานาน ผมรู้ดีว่าผลตอบแทนก้อนใหญ่ๆ มันจะไม่ได้เกิดจากการไล่ซื้อหุ้นตอนคนแห่กันเข้าไป แต่มันจะเกิดจากการเตรียม "Shopping List" หรือ "Watchlist" ไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ตอนขาขึ้น เพื่อซื้อตอนขาลง เพราะนั้นคือส่วนลดที่เราจะได้ บทความนี้เลยจะไม่ใช่ลิสต์หุ้นที่ผมคิดว่าจะขึ้นวันนี้พรุ่งนี้ หรือเดือนนี้เดือนหน้านะครับ ไม่ใช่หุ้นเล็กๆ ซิ่งๆ แต่เป็นหุ้นใหญ่ ผู้นำ มีรายได้จริงๆ มีลูกค้าจริงๆ และมีแนวโน้วเติบโตไปกับ Megatrend ได้ยาวๆ แต่จะเป็นหุ้นที่ถ้าตลาดปรับฐาน 20-30% จริงๆ ผมว่าพวกนี้มันน่ากลับไปศึกษาซ้ำและพิจารณาเข้าซื้อ เพราะผมเชื่อว่าหลายๆ บริษัทในลิสต์นี้ยังอยู่ใน Megatrend สำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็น AI, Data Center, Semiconductor, Space Economy, FinTech หรือ National Security แน่นอนครับ ว่าไม่มีหุ้นตัวไหน "โตแน่นอน" 100% มันไม่มี แต่ถ้าต้องเลือกธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตได้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า จากข้อมูล รายได้ ลูกค้า และแนวโน้ม sector นี่คือ 20 ตัวที่ผมกำลังจับตาอยู่... อ่านบทความเต็มๆ ได้ที่นี่เลยครับ: tinyurl.com/3pvsfbuv
33
1,432
2,265
273,979
กฎ "8+8+8" 8 ชั่วโมง ทำงานหนัก (hard work) 8 ชั่วโมง นอนหลับ (good sleep) 8 ชั่วโมงที่เหลือควรใช้เวลาไปกับ 3Fs, 3Hs, และ 3Ss - 3Fs คือ ครอบครัว (family), เพื่อน (friends), และศรัทธา (faith) - 3Hs คือ สุขภาพ (health), สุขอนามัย (hygiene), และงานอดิเรก (hobby) - 3Ss คือ จิตวิญญาณ (soul), การบริการ (service), และการยิ้ม (smile) ชอบอะไรแบบนี้มากๆ รู้สึกเอามาใช้ต่อกับชีวิตได้จริงๆ... Cr. @MaxiFORJ
13
17,442
14,364
1,100,358
ช่วงอายุ 21–35 คือบทเรียนชีวิตจริงที่... - ต้องจัดการทั้งเรื่องพ่อแม่ที่เริ่มแก่ลง - เพื่อนน้อยลงเพราะแต่ละคนก็มีเส้นทางของตัวเอง - ต้องรับมือกับความไม่แน่นอนในงาน ความกดดัน และความไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่มีคู่มือ ไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ถ้าคุณยังมีชีวิตอยู่ ยังเดินต่อ ยังพยายาม… แปลว่าคุณกำลังทำได้ดีแล้ว Keep going เดินหน้าต่อ ช่วงนี้มันโหดกับทุกคนแหละครับ ผมก็เผชิญมันอยู่ 🥹 แต่แค่ยังไม่ยอมแพ้ ก็คือชนะไปครึ่งทางแล้ว
4
16,305
11,205
806,366
ที่ กทม เกิดความเสียมากกว่าเชียงใหม่ซึ่งอยู่ในภาคเหนือ ที่แม้จะอยู่ใกล้กับพม่ามากกว่า ก็เพราะว่า พื้นดินเชียงใหม่ส่วนใหญ่เป็นหินแข็ง → ดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ดี ส่วน กทม ส่วนใหญ่เป็นดินอ่อน → ขยายแรงสั่นสะเทือน แรงสั้นสะเทือนผ่านดินอ่อนใน กทม จะขยายแรงขึ้น #แผ่นดินไหว
3
20,698
8,156
916,382
จะเริ่มใหม่ตอนอายุเท่าไหร่ก็ไม่ผิด แค่คุณไม่ยอม “หยุด” นั่นแหละคือความสำเร็จแล้วครึ่งหนึ่ง - เริ่มตอน 21 - ล้มเหลวตอน 25 - งงทางตอน 26 - กลับไปเริ่มใหม่อีกทีตอน 30 - หรือพึ่งจะ “หาเจอ” ตอน 40 ก็ไม่ผิดอะไร โลกนี้ก็ไม่ได้ให้รางวัลกับคนที่ “เริ่มก่อน” เสมอไปหรอก แต่มักให้รางวัลกับคนที่ “กล้าไปต่อ ไม่ยอมแพ้” แม้จะช้ากว่าคนอื่นหลายปี คุณไม่ต้องรีบประสบความสำเร็จก็ได้ แค่ใช้ชีวิตให้ไม่หยุด “ค้นหาเส้นทางที่ใช่” แล้วลงมือเดินในวันที่คนส่วนใหญ่เลือกจะอยู่เฉยๆ แค่นั้น…ก็ทิ้งห่างไปไกลแล้ว
6
9,515
7,341
514,824
อยากเก่งทักษะอะไร ลองใช้เวลาศึกษามันอย่างจริงจัง 6-18 เดือนดู แล้วคุณจะหาเงินจากมันได้ หรือไม่มันก็อาจจะเปลี่ยนชีวิตคุณไปเลย...
2
7,564
5,496
2,058,348
ที่ผมเห็นจากโพสนี้ไม่ใช่ผลตอบแทนที่สูง หรือวิธีหาหุ้นที่เก่ง แต่สิ่งที่ผมเห็นคือ น้องเติมเงินหนักมากๆ ปีครึ่งเติมได้ขนาดนี้ ไม่ธรรมดาครับ ผมย้ำไปหลายรอบแล้ว ว่าให้โฟกัสที่หาการเงินมาเติมพอร์ต ไม่ใช่วิ่งหาผลตอบแทนสูงๆ ผลตอบแทนก็เป็นส่วนนึง แต่เงินต้นที่มากมันจะทำให้เราสร้างเงินได้ก้อนใหญ่ขึ้น 10% ของ 10,000 ต่างจาก 10% ของ 100,000 ครับ เพราะฉะนั้น นอกจากที่เราจะต้องศึกษาอย่างทุ่มเท เต็มที่แล้ว เรายังต้องโฟกัสที่การหาเงินมาเติมพอร์ตด้วย ผมบอกเลยเงินต้น สำคัญไม่แพ้ผลตอบแทน…
โหว สุดอะ น้องอายุ 23 ลงทุนมาได้ปีครึ่ง👍
12
4,669
3,971
666,479
วิธีหาเงินง่ายๆที่คนส่วนน้อยจะรู้ 1.ทำช่องยูทูป เสียง ฝน,น้ำตก หรือเสียง ambient ต่างๆ หรือแม้แต่เพลงเวลาอ่านหนังสือ ที่เราเห็นๆกัน โดยไม่ต้องออกหน้ากล้อง 2.ผมเคยเห็น Live บน Tiktok ที่นอนหลับแล้วให้คนเข้ามาส่งของขวัญ พอส่งแล้วเสียงก็จะดังขึ้นมา
5
5,190
3,460
มาครับ อ่านฟรี! ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพราะจะใช้เป็นบทนำสำหรับหนังสือเล่มใหม่ ที่จะเล่าถึงเทรนด์ที่กำลังจะมาในปี 2030 (หรือบางส่วนก็เริ่มก่อตัวแล้ว) ผมเชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะยังไม่รู้แน่ๆ ว่าโลกเรากำลังจะหมุนไปทางไหน เทรนด์ไหนที่กำลังจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกของเราในอนาคต ผมเลยอยากให้ทุกคนได้อ่าน และรู้ว่าเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง และตัวเร่งที่จะทำให้มันเกิดขึ้นได้มีอะไร เราจะได้ติดตามถูกว่าควรมองอะไรดี หลายๆ คนอยากลงทุนให้ได้นานๆ ซึ่ง Megatrend นี้แหละจะเป็นตัวช่วยยืนยันว่าหุ้นที่ถือจะไปได้ไกลแค่ไหน เพราะถ้าหุ้นนั้นอยู่ในเทรนด์แสดงว่ามันก็ยังมีเทรนด์คอยหนุนหลังอยู่ (ไม่ใช่ทั้งหมดในการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจลงทุนหุ้นนะครับ แต่เป็น Filter นึงที่ใช้ได้ และผมใช้มาตลอด) ก่อนที่หนังสือผมจะเขียนเสร็จ (ตอนแรกว่าจะเขียนบทความ แต่ชักจะยาวเลยออกหนังสือเลยครับ ไม่ยาวมาก สัก 100 เช่นเดิม ที่สำคัญอ่านฟรีครับ) ผมเลยอยากให้ทุกคนได้อ่านอันนี้ก่อนนะครับ เพราะมันจะช่วยในการลงทุนได้ไม่มากก็น้อยแน่ๆ ใครอยากอ่านไปได้ที่นี่เลยครับ อ่านฟรี: tinyurl.com/mv9kcp6z
ตอนนี้ผมกำลังเขียนบทความเรื่อง “เทรนด์ที่ผมมองว่าจะอยู่ไปอีก 2 ปี (2025-2030) และปี 2030 เทรนด์พวกนี้จะบูมแน่นอน ตอนนี้ผมคิดว่ามี... 1. Ai (อันนี้แน่นอนอยู่แล้ว) 2. Nuclear & Energy Transition 3. Rare Earth & Strategic Material 4. Biotech & Synthetic Biology 5. Space Economy ใครคิดว่ามีอย่างอื่นอีกมาแชร์กันหน่อยครับ ☺️
24
2,510
3,479
591,889
ถ้าคุณฝึก Skill หนึ่งเป็นเวลา 100 ชั่วโมงต่อปี 18 นาทีต่อวัน คุณจะเก่งกว่า 95% ของคนทั้งโลกใน Skill นั้น
4
4,101
3,258
211,623
ถ้าเลือกถือหุ้นในพอร์ตได้แค่ 5 ตัว แล้วถือยาวไป 5-10 ปี คุณจะเลือกตัวไหนบ้าง? เพราะอะไร?
17
1,859
3,131
257,063
การออมเงิน 293.20 บาทต่อวันจะเท่ากับ 109,950 บาทต่อปี การอ่านหนังสือ 20 หน้าต่อวันจะเท่ากับ 30 เล่มต่อปี การเดิน 10,000 ก้าวต่อวันจะเท่ากับ การวิ่งมาราธอน 70 ครั้งต่อปี นิสัยเล็กๆ น้อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปจะสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้
3
3,399
2,934
229,830
สรุป ทุกประเด็นสำคัญจากงาน NVIDIA GTC 2025 ผมรวมสรุปทุกประเด็นสำคัญๆ ไว้แล้ว อ่านแล้วจะเห็นภาพครบทั้ง Vision → Technology → Partner → Impact → Investment Angle เธรดนี้จะทำให้เข้าใจอารยธรรมใหม่ที่ NVIDIA กำลังสร้างได้แบบง่ายๆ เลยครับ อ่านต่อ 👇
7
2,557
3,011
701,435
เวลาเราเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เราจะได้ความรู้จากสามทาง คือ 1. จากการอ่านทฤษฎี 2. จากการฝึก และลงมือทำจริง 3. จากความผิดพลาด แต่ที่ได้ผลมากที่สุด คือ การเรียนรู้จากความผิดพลาด เพราะพอเราผิดแล้วเราจะจำได้ขึ้นใจเลยว่าไม่ควรทำแบบนั้นอีก ส่วนการฝึกและกานลงมือทำก็ช่วยได้เยอะเหมือนกัน เพราะเราจะได้ลองลงมือทำจริงๆ แต่ถ้าแค่อ่านทฤษฎีอย่างเดียวก็จะได้น้อยสุด เพราะมันยังไม่ได้ลองทำจริง
3,333
2,449
210,797
ชอบ อ่านกี่ครั้งก็ยังชอบ เป็นสมการคณิตศาสตร์ง่ายๆที่ลึกซึ้งมากจริงๆ สรุปง่ายๆคือ 💰 ออม 10,000 บาท/เดือน ฝากแบงก์ไปตั้งแต่เรียนจบยันเกษียณได้ 6 ล้านบาท 📈 ลงทุน 10,000 บาท/ ได้ผลตอบแทน 5% ต่อปี ได้ 20 ล้านบาท 🔥 ถ้าไม่ลงทุน เท่ากับเสียโอกาสไป 14 ล้านบาท! และยังต้องเก็บเงินมากถึง 30,000 บาท/เดือน เพื่อจะได้ 20 ล้านเท่า เหมือนคนที่ลงทุนได้ผลตอบแทนปีละ 5% ออมเงินอย่างเดียว อาจไม่พอ แต่ ออม + ลงทุนจะทำให้เงินงอกเงยได้จริง ใครยังไม่เริ่มลงทุน ต้องเริ่มศึกษาตั้งแต่วันนี้แล้วนะครับ! ปล. อาจจะมีคำถามว่าลงทุนอะไรได้ 5% ต่อปี ลองไปเปิดดู US T-Bond 10y นะครับ ให้อยู่ที่ 4.48% ถือว่า risk free สุดๆแล้ว
เมื่อเย็น ผมมาบรรยายให้กับนิสิตที่ มศว. มีประเด็นนึงที่คุยกันคือ ถ้าเราเก็บเงินเดือนละ 10,000 บาท ตั้งแต่เรียนจบจนเกษียณฝากธนาคาร เราจะมีเงินราวๆ 6 ล้านบาท ในขณะที่ถ้าเราลงทุนได้ปีละ 5% เก็บเงินเท่ากัน เราจะมี 20 ล้าน ซึ่งจะเท่ากับเงินที่คนไม่ลงทุนต้องเก็บเดือนละ 30,000 กว่าบาท การเรียนรู้การลงทุนใน govenment & coperate bonds กับ blue chip stocks ทำให้เราเหมือนเก็บเงินได้เพิ่มขึ้นเดือนละ 20,000 กว่าบาท ทำไมสิ่งนี้ถึงไม่มีสอนในระบบการศึกษาทั่วไป ที่สอนให้เราเรียน 4 ปี เพื่อจบมาเงินเดือน 2-30,000 ? คิดแล้วก็ไม่ได้คำตอบ หรือต่อให้มีคำตอบก็ไม่กล้าจะพิมพ์
2
1,919
2,395
253,643
เก็บเงินนะครับ!! กันยานี้ถ้า FED ลดดอก แล้วทำให้ตลาดพุ่งแรง ใจเย็นๆนะครับ อย่าพึ่งเข้า ให้รอไปก่อน ตลาดไม่ได้มีขึ้นทางเดียว เดี๋ยวมันก็ลง ระหว่างรอ ทยอยซื้อเก็บ+เก็บเงินสดไว้เยอะๆครับ เช่น จากที่เคยซื้อ 100% ก็ซื้อแค่ 30% ส่วน 70% ของเงินทั้งหมดก็เก็บ เมื่อถึงเวลาที่ตลาดปรับฐาน เวลานั้นแหละ จะเป็นเวลาที่คุณจะได้ช้อปปิ้ง! อีกอย่างคือ ขอเวลาตลาดขึ้น อย่า FOMO เด็ดขาด!
8
1,812
2,228
288,455
วินัย + ความอดทน = ความสำเร็จ ทุกความสำเร็จต้องการการกระทำที่สม่ำเสมอ อย่างในหนังสือ Atomic Habit ได้บอกไว้ และการรอคอยผลลัพธ์อย่างอดทน ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น อย่าหาทางลัดเพราะมันไม่มี ลองทำในสิ่งที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นในอนาคต ซ้ำๆในทุกๆวัน เชื่อว่าสักวันมันจะเปลี่ยนให้ชีวิตคุณดีขึ้นแน่นอน (ผมก็พยายามอยู่เช่นกัน...) cr. elucidate17
1
2,055
2,002
262,290
พอร์ตผมตอนนี้บวกมา 200% เรียบร้อย ใช้เวลาปั้นพอร์ตนี้มา 2 ปีนิดๆ หุ้นที่ถือทั้งหมด 21 ตัว ครอบคลุมทุกเมกะเทรนด์อนาคต ตั้งแต่ - Ai - Satellite - Space Economy - New ear energy - Quantum - Data Centers - Biotech - Financial - Cybersecurity และอยากบอกว่า ยิ่งพอร์ตใหญ่ยิ่งบริหาร Capital ยากครับ เวลาซื้อหุ้นใหม่ๆ จะดันสัดส่วนขึ้นยากมากๆ เพราะฉะนั้นถ้าใครกำลังเริ่มด้วยเงินที่ยังไม่มาก จำกัดสัดส่วนไว้ตั้งแต่แรกๆ เลยนะดีมากครับ
5
956
1,838
176,359
ทุกคนพูดถึงแต่ “7 นางฟ้า” กัน แต่จริงๆ แล้ว ยังมีอีกกลุ่มที่ถูกลืม... นั้นคือ Forgotten 50 คือกลุ่มหุ้นคุณภาพสูงที่กำไรโต +200% ใน 5 ปีที่ผ่านมา แต่ราคายังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีถึง 1/3 ซึ่งบริษัทอย่าง $LLY, $HUBS, $MELI, $SNOW, $DDOG, $NOW พวกนี้คือ “ของดีที่ยังไม่เป็นกระแส” ในขณะที่ Mega Cap เริ่มแพงเกินจริงขึ้นเรื่อยๆ ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วง “Post-Magnificent Era” และ Forgotten 50 นี่อาจจะกลับมาวิ่ง และบางครั้ง “ของดีจริง” มักซ่อนอยู่ในเงามืดของกระแสครับ เราต้องมองให้ออกระหว่างของดีกับของที่เป็นกระแส เพราะยังไงแล้ว ของดีก็จะอยู่ได้นานกว่ากระแสอยู่แล้ว
9
1,666
2,492
138,138
อยากรวย ไม่มีคำว่า “Balance” ต้อง “ทำงานหนัก” (ส่วนมากที่รวยได้ไม่ได้มาจากการเป็นลูกจ้าง) ทำงานหนักในที่นี้คือ พัฒนาตัวเอง ทั้งด้านทักษะและความคิด หาหนทางสร้างรายได้ให้ได้เพิ่มขึ้น และสร้างอะไรเป็นของตัวเอง ไม่มีใครอยู่สบายๆแล้ว “รวย” ทุกคนที่ “รวย” หรือมีเงินเยอะๆ ล้วนแล้วเสียสละอะไรหลายๆอย่าง ไม่มีใครมานั่งเล่นวันนี้แล้วคิดว่าอนาคนจะรวย บอกเลยไม่มี ต้องยอมเสียสละบางอย่างในวันนี้เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น
อยากรวย..ต้องหมกมุ่นกับการหาเงินแบบจริงจัง! 'อาลี อับดาล' ยูทูบเบอร์ชื่อดังด้าน Productivity เผยสูตรความสำเร็จระดับเศรษฐี ในยุคที่แรงบันดาลใจและความรู้สามารถเข้าถึงได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ชื่อของ อาลี อับดาล (Ali Abdaal) ได้กลายเป็นที่คุ้นเคยสำหรับผู้ที่ใฝ่หาความสำเร็จทั้งในการทำงาน การใช้ชีวิต รวมถึงการสร้างความมั่งคั่ง จากอดีตนายแพทย์ ผันตัวสู่ยูทูบเบอร์ชื่อดัง นักเขียนเบสต์เซลเลอร์ และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีผู้มั่งคั่งระดับเศรษฐีท่านหนึ่ง ปัจจุบันอาลีสร้างรายได้เฉลี่ยประมาณ 875,000 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือประมาณ 10.5 ล้านดอลลาร์ต่อปี (ราวๆ 353 ล้านบาทต่อปี) จากหลากหลายช่องทางทำเงิน ไม่ว่าจะเป็น เปิดสอนคอร์สออนไลน์ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียน-การทำงาน, รายได้จากช่อง YouTube ของตนเอง, การตลาดแบบ Affiliate ฯลฯ ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันก่อน อาลีเพิ่งปล่อยคลิปวิดีโอชื่อ “How To Get Rich” ทางช่องยูทูบของเขา ซึ่งได้แบ่งปันมุมมองที่น่าสนใจ และเบื้องหลังความสำเร็จทางการเงิน เขาเล่าว่าในช่วงที่เขาทำงานเป็นแพทย์และทำธุรกิจควบคู่กันไป ผู้คนมักจะถามเขาเกี่ยวกับวิธีการบริหารจัดการเวลาและความมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อเวลาผ่านไป 8 ปี ธุรกิจของเขาเติบโต และสร้างความมั่งคั่งให้เขาอย่างมาก คำถามที่ผู้คนถามเขา กลับเปลี่ยนไป โดย 90% มักจะถามถึงเคล็ดลับวิธี “รวย” เขายอมรับตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่ทำให้เขารวยไม่ใช่เรื่องโชค หรือไอเดียเจ๋ง ๆ แต่คือ 'ความหมกมุ่นกับเงินอย่างจริงจัง' “พูดแบบตรงๆ เลยนะ เหตุผลหลักที่ผมรวยได้ก็คือ ผมหมกมุ่นกับการหาเงินในระดับที่ไม่ค่อยจะเฮลท์ตี้เท่าไหร่ ความจริงที่หลายคนอาจไม่อยากได้ยินก็คือ และยิ่งคุณมีบาลานซ์ชีวิตมากเท่าไหร่ โอกาสจะรวยก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น คนที่ผมรู้จักซึ่งประสบความสำเร็จทางการเงิน ส่วนใหญ่มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ เขาเลือกให้ความสำคัญกับการรวยก่อน แล้วค่อยมาใส่ใจชีวิตที่บาลานซ์ทีหลัง” เขาบอก อ่านต่อ: bangkokbiznews.com/lifestyle… #กรุงเทพธุรกิจ #InsightforOpportunities
1
1,721
1,631
268,898
ไม่มีใครรวยจากเงินเดือน เราเลยต้องลงทุนให้เงินทำงานแทนเรา จากสถิติของมหาเศรษฐีระดับโลก 75% เป็นนักธุรกิจ (ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะเป็นนักธุรกิจได้) และ 15% เป็นนักลงทุน ถึงแม้จะมีน้อยกว่านักธุรกิจแต่ก็เป็นจำนวนที่บอกว่าเราสามารถประสบความสำเร็จในด้านการลงทุนได้ และที่สำคัญไม่มีใครรวยจากเงินเดือน (ถ้าคุณไม่ใช่ top 1% ของโลก) ไม่มีใครรวยจากเงินเดือนแค่อย่างเดียว เพราะรายได้ของคุณขึ้นอยู่กับเวลาทำงาน ถึงแม้บางงานจะใช้ทักษะที่สูงเพื่อเงินที่สูง แต่เชื่อเถอะมันมีเพดานรายได้อในขณะที่มหาเศรษฐีส่วนใหญ่รวยมาจากการเป็นเจ้าของธุรกิจและการลงทุน ถ้าอยากมีอิสรภาพทางการเงิน ควรเริ่มต้นลงทุน อาจจะเริ่มจากอะไรเล็กๆก่อน เช่น ออมก่อนใช้, ศึกษาการลงทุน, และเลือกแนวทางการลงทุนที่เหมาะกับตัวเอง อย่าทำงานเพื่อเงินอย่างเดียว แต่ให้เงินทำงานเพื่อเราด้วย แล้วอนาคตทางการเงินของคุณจะมั่นคงขึ้น อย่าติดอยู่ในวงจรเงินเดือน ไม่มีอิสรภาพทางการเงิน เริ่มลงทุนตั้งแต่วันนี้เพื่ออิสรภาพทางการเงินของคุณในอนาคต
1,833
1,603
167,027
ผมลงทุนในแอพ Dime มาจะครบ 1 ปี แล้ว (ปกติลงทุนผ่าน Platform อื่น พอมี Dime แล้วก็สะดวกขึ้นมาก) วันนี้เลยอยากมาแชร? 3 ท่าที่จะแนะนำเพื่อนตลอดๆเวลาเพื่อนมาถามว่าอยากลงทุนหุ้นเริ่มยังไงดี 1. ก็เริ่มจากวางแผนการเงินก่อน มีเงินสำรองฉุกเฉิน 6 เดือน (ใช้เดือนละเท่าไหร่ก็ x 6 ไป คือจำนวนเงินที่ต้องเก็บสำรองไว้) 2. รับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน ถ้ารับได้มาก อยากให้พอร์ตมีการเติบโตสูงๆ ก็ไปเน้นศึกษาหุ้น Mid cap หรือ Small cap แต่ก็ต้องมีการบริหารตามหลักการ ผมแนะนำเพื่อนเป็น Alpha + beta + Cash เพราะต้องบริหารความเสี่ยงดีๆ ถ้ารับความเสี่ยงได้น้อย ค่อยๆให้พอร์ตเติบโตไปไม่ต้องเติบโตสูงๆค่อยๆเป็นค่อยๆไปก็จะแนะนำให้ DCA พวก Index fund (S&P500, Nasdaq-100) ไปก่อน แล้วค่อยศึกษาและขยับไปเป็นหุ้นรายตัว อย่าง 7 นางฟ้า หรือจัดสัดส่วนพอร์ตตามที่รับความเสี่ยงไหว (อยากลองเสี่ยงมากขึ้น) 3. อย่างสุดท้ายที่สำคัญมากๆคือการ Money management และ Risk management เรื่องนี้ผมก็ยังไม่เก่งมาก แต่แนะนำเพื่อนไปว่าบริหารเงินให้ดี เวลาหุ้นลงจะได้มีเงินมาช้อน ไม่ใช้ว่าใส่สุดละนั่งดูหุ้นลงไม่มีเงินช้อน ส่วน Risk management ก็จะแนะนำไปว่าต้องบริหารความเสี่ยงให้ดี ตัวนี้แหละจะทำให้เราเสียเงินหนัก ถ้าเสี่ยงมากไปในหุ้นที่ศักยภาพไม่ดี ศึกษาไม่ละเอียดมีขาดทุนหนักแน่ๆ ควาทเสี่ยงต้องบริหารให้ดี มากไปก็เครียด น้อยไปการเติบโตก็น้อยตาม เรื่องนี้ผมก็ยังต้องศึกษาอีกเยอะเลยครับ ใดๆคือผมเป็นสายถือนะครับ ไม่ได้เทรดเลย มีปรับสัดส่วนบ้างในบางครั้ง แต่น้อยครั้งครับ ตั้งแต่ลงทุนมา ผมไม่ใช่คนเก่งครับ ยังอาศัยการศึกษาอีกมากครับ ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ 🙏🏻 ปล.ในรูปเผื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆคนครับ ว่าอย่ากลัวการลงทุนในหุ้น ลองศึกษาดูก่อนครับ อาจเป็นหนทางสู่ความสบายในอนาคต...
5
1,196
1,630
163,100
“เงินเฟ้อ” คือการโดน “ขโมยเงินเงียบๆ” เป็นแบบนั้นได้ยังไง? คืออะไรมาดูกัน... บางคนคิดว่าเงินเฟ้อ = ของแพงขึ้นแค่นั้นเอง แต่จริงๆ แล้วมันคือ “กลไกที่ขโมยเงินจากคนไม่เข้าใจระบบเศรษฐกิจ” เอาแบบเข้าใจง่ายๆ นะครับ สมมุติคุณมีเงินเก็บอยู่ 100,000 บาท แล้วปีนี้เงินเฟ้ออยู่ที่ 5% แปลว่า… 100,000 บาทของคุณจะมีมูลค่า “เหลือแค่ 95,000 บาท” โดยไม่ต้องมีใครมาขโมยเลยด้วยซ้ำ เพราะของทุกอย่างรอบตัวคุณขึ้นราคา แต่เงินที่คุณถือ “ซื้อได้น้อยลง” คนที่โดนหนักสุด คือคนที่… - เก็บเงินไว้เฉยๆ ไม่ลงทุน ไม่ทำอะไรเลย - ไม่รู้ว่าเงินกำลังโดนกัดกินอยู่ทุกวัน - รู้สึกว่าเงินอยู่ครบ แต่ไม่รู้ว่าค่าของมันลดลงไปทุกปี เงินเฟ้อไม่ได้มาปล้นเงินเราแบบโจร แต่มัน “กัดกินแบบเงียบๆ” ทีละนิด จนกว่าคุณจะรู้ตัวอีกที เงินในบัญชีที่คุณเคยภาคภูมิใจ มันซื้ออะไรได้น้อยลงไปเรื่อยๆ แบบไม่ทันตั้งตัว แล้วทำยังไงไม่ให้โดนขโมย? ไม่ต้องถึงขั้นเป็นนักลงทุนเก่งระดับโลก แค่เข้าใจว่า “เงินต้องถูกนำไปวางไว้ในที่ที่มันโตเร็วกว่าเงินเฟ้อ” - ซื้อสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่ม (หุ้น, กองทุน, คริปโต ฯลฯ) - ลงทุนในตัวเองให้สร้างรายได้เพิ่มขึ้น - สร้างกระแสเงินสดให้ไหลเข้ามาเรื่อยๆ - อย่าให้เงินนอนเฉยๆ เพราะมันจะ “ค่อยๆ ตาย” ทุกวัน สรุปแบบตรงๆเลย คือ เงินเฟ้อไม่ได้ฆ่าคนจน แต่มันฆ่าคนไม่รู้ เพราะคนที่เข้าใจ จะหาทางป้องกันตัวเองเสมอ แต่คนที่ไม่รู้…จะเป็นเหยื่อแบบไม่รู้ตัว และที่แย่กว่านั้นคือ คิดว่าตัวเองปลอดภัย ทั้งที่กำลังเสียเปรียบอยู่ทุกวัน
6
2,012
1,445
122,712
เห็นแล้วอยากแชร์เรื่องนี้ เงินทุนสำคัญพอๆ กับผลตอบแทน บางคนโฟกัสแค่ผลตอบแทน… แต่ลืมไปว่า “จำนวนเงินที่ลงทุน” ก็เปลี่ยนเกมได้เหมือนกัน สมมติ… - ผลตอบแทน 10% เงินลงทุน 100 บาท = ได้กำไร 10 บาท - แต่ถ้าคุณลงทุน 10,000 บาท = ได้ 1,000 บาท - หรือถ้ามีเงินทุน 100,000 บาท = กำไรกลายเป็น 10,000 บาททันที ผลตอบแทนเท่ากัน… แต่ “ขนาดพอร์ต” ไม่เท่ากัน = ชีวิตไม่เหมือนกัน อย่าหยุดแค่หาผลตอบแทนดีๆ แต่ต้องวางแผน “สะสมเงินทุน” ให้ได้ด้วย เพราะยิ่งเงินลงทุนมากเท่าไหร่… เวลาและผลตอบแทนจะยิ่งทำงานแทนคุณได้มากขึ้นเท่านั้น เริ่มจากน้อยๆก่อน แต่ต้องเริ่มสะสมให้มากขึ้นเรื่อยๆด้วย
เงิน 150 บาท ถ้าวางไว้ถูกที่.. มันก็ทำกำไรหลัก 1,000 บาทให้คุณได้ แต่จะดีกว่านี้ถ้าซื้อไว้สัก 1000 หุ้น 😂
4
1,080
1,435
169,837
หุ้นที่โตไว มักจะมี 3 อย่างนี้เหมือนกัน 1. ใช้เงินเก่ง: ROIC สูง เช่น ลงทุน 1 ดอลลาร์ ทำกำไรกลับมาได้เยอะ 2. ขายดีต่อเนื่อง: ยอดขายโต 20–100% ต่อปี 3. อยู่ในตลาดที่กำลังบูม: AI, เทค, สุขภาพ, พลังงานสะอาด สูตรคือ “ธุรกิจที่เก่งมาก + ตลาดกำลังโต + ขยายง่าย”
1
923
1,437
73,642
บริษัทนี้ทำผมร้อง “เห้ย” หลายรอบมาก 🔥 เพราะพอร์ตพลังงาน คือ โคตรครบ - นิวเคลียร์ → ไฟเสถียร 24 ชม - ก๊าซ → เปิด–ปิดได้ตามดีมานด์ - ลม/แสงอาทิตย์ → ไฟสะอาดราคาถูก - แบตเตอรี่ยักษ์ → เก็บไฟไว้ใช้ได้ยาวๆ แล้วที่พีคคือ… โครงการ Stargate ที่กำลังสร้าง Data Center ยักษ์ทั่วอเมริกา บังเอิญญญญ!! โรงไฟฟ้าของบริษัทนี้ตั้งอยู่ในรัญนั้น พอดี 😳 คือมันไม่ได้แค่ขายไฟปกติ แต่ดันไปอยู่ตรงเส้นเลือดใหญ่ของ AI Revolution เต็มๆ ผมเขียนบทความไว้แล้ว ใครอยากอ่านเข้าไปได้ที่นี่เลยครับ: tinyurl.com/pdb93f7h ปล. ศึกษาก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอนะครับ นี่ไม่ใช่การแนะนำทางการลงทุน
อ่านข่าวนี้แล้ว Connect the dots ไปเรื่อยๆ จนเจอหุ้นตัวนึง น่าสนใจ เป็น “AI Power Picks & Shovels” ฝั่งไฟฟ้า คือ นิวเคลียร์ก็ดีแหละ แต่กว่าจะได้ใช้จริงคงอีกหลายปี ไหนจะกฎระเบียบอีก ผมเลยคิดว่า บริษัทนี้อาจจะมีสิทธิเข้ามาหาเงินได้ก่อนที่พลังงานนิวเคลียร์จะมา
2
1,075
1,548
213,131
มีบริษัทนึงน่าสนใจ Davita Inc. $DVA เป็นผู้ให้บริการดูแลผู้ป่วยโรคไต บริการฝอกไต โรงพยาบาล 2,816 ที่ในอเมริกา ให้บริการผู้ป่วยอยู่ราวๆ 204,200 คน และอีก 321 แห่งในอีก 10 ประเทศ ให้บริการผู้ป่วยอยู่ราวๆ 3,200 คน บริษัทเน้นการรักษาภาวะไตวายเรื้อรัง (ESRD) ซึ่งผู้ป่วยต้องรับการฟอกไต 3 ครั้งต่อสัปดาห์ตลอดชีวิต (แสดงว่าได้เงินเข้าบริษัทตลอด) เว้นแต่จะได้รับไตจากผู้บริจาค Ps. เป็นแค่ข้อมูลคร่าวๆครับ ผมยังไม่ได้ศึกษาแบบลงลึกและไม่มีความเชียวชาญในด้านนี้เลย ต้องศึกษาเพิ่มอีกเยอะครับ แต่เอามาเป็นไอเดียให้ก่อนครับ
เคยอ่านเจอว่ามีคนไทยเป็นโรคไตเยอะมากกก “11.6 ล้านคน คือตัวเลขผู้ป่วยไตเรื้อรังในประเทศไทย ในจำนวนนี้มีมากกว่า 1 แสนคนที่ต้องล้างไต” ถ้าต้องล้างไตแล้วก็ต้องล้างไปตลอดชีวิตทุกวันเว้นวัน สำหรับคนป่วยนี่แย่เลยถ้าไม่ได้ทำประกันที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไว้ เพราะต้องจ่ายเงินออกตลอด
6
1,180
1,388
339,281
และใช่ครับ นี่คือหน้าตาพอร์ตตอนนี้... คือ ถ้ามั่นใจว่าศึกษามาดีแล้ว การถือยาวจะลดความผันผวนระยะสั้นลงได้ครับ แต่ถ้ายังไม่มั่นใจว่าศึกษามาดีหรือยัง ยังไม่รู้ทุกๆมิติของบริษัท ผมมี Checklist คำถามที่ควรถามตัวเองเวลาวิเคราะห์หุ้นว่าเข้าใจบริษัทจริงมั้ย? Checklist👇🏻 คำถามที่ผมใช้เวลาวิเคราะห์ ตลาด/หุ้น จะมีประมานนี้ครับ ถ้าตอบได้ตามนี้ก็ถือว่า Reseach ค่อนข้างครบแล้ว ผมจะมั่นใจและถือยาวๆ ยกตัวอย่างตลาด Robotics - ตลาด Robotic ใหญ่แค่ไหน ใครคือผู้เล่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้บ้าง - หน้าตา Value Chain เป็นไง ใครตือ ต้น-กลาง-ปลายน้ำ - Catalyst ที่จะเร่งให้เทรนด์นี้เกิดขึ้นจริง มีอะไรบ้าง - แนวโน้วที่จะเกิดขึ้นอะไรจะมาก่อน หุ่นยนต์ในโรงงาน หรือในบ้าน หรืออะไร - ใครจะได้ประโยชน์สูงสุด อย่างเช่น เทรนด์ AI ที่ Nvidia ที่ได้ประโยชน์มากสุด จากการขาย GPU ประมวลผล - ความเสี่ยงของอุตสาหกรรมนี้ ถ้ามันไม่เกิดขึ้น เราจะดมกลิ่นจากอะไร จะได้รู้ก่อนชาวบ้าน เช่น ยอดผลิต/ยอดขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เป็นต้น - สรุปแล้วอุตสาหกรรมนี้น่าลงทุนมากน้อยแค่ไหน - แล้วการลงทุนในเทรนด์นี้เหมาะกับเรามั้ย - อยากลงทุนต้องมอง ต้องติดตาม อะไรบ้าง ตัวอย่างบริษัท - Business Model เป็นยังไง หาเงินยังไง? - ลูกค้าคือใคร ศักยภาพของลูกค้าสูงมั้ย? - คู่แข่งคือใคร มีจุดแข็งที่จะแย่งส่วนแบ่งตลาดได้มั้ย? - Founder ยังบริหารอยู่มั้ย เจ้าของกับ CEO ที่ถูกจ้างมาบริหาร Vision ก็ต่างกัน - การเงินเป็นไง (ผมลงทุนกับหุ้นที่ค่อนข้างจะขาดทุน จะไม่ค่อยดูว่าวบการเงินดีมั้ย แต่จะดูการใช้เงินของบริษัท ว่าเกิดประโยชน์ต่อการเติบโตในอนาคตมั้ย) - สิ่งที่บริษัททำเกาะไปกับเมกะเทรนด์ไหน การที่ทำธุรกิจล้อไปกับเทรนด์จะดันบริษัทไปได้ไกล
ถ้าสภาพพอร์ตคุณเป็นแบบนี้ คุณจะยังกล้าถือต่อมั้ย ใช่ครับ ในวันนั้น ผมกล้าถือต่อ และวันนี้ ตัวไหนที่เคยติดลบ ก็ไม่เคยกลับไปติดลบอีกเลย นี้แหละคือพลังของการถือยาว (บนหุ้นพื้นฐานดี) แถมบางตัว บวกหลักร้อยหลัก 1000% ด้วยซ้ำ ผมผ่านมันมาแล้ว เลยแนะนำตลอดว่า ถือยาวนะครับ ถ้า Tesis ที่ทำมา/ศึกษามาอย่างดี ยังไม่พัง ก็ถือต่อเถอะครับ ขายเก็บกำไรอะไร ผมไม่เคยทำ ถือจนกว่าจะ +10,000% อะ ผมถึงจะขาย ถ้าบริษัทยังโตเรื่อยๆ แม้แต่ 0.1 หุ้น ผมก็ไม่ขาย ทนแดงได้ ก็ต้องทนเขียวได้เหมือนกัน
6
952
1,621
275,997
ผมจะมาเปิดพอร์ตหุ้น 20 ตัวที่ผมตั้งใจจะถือยาวไป 5-10 ปี มาดูกันว่า... - มีบริษัทไหนบ้าง? - การเงินเป็นไง? - เทรนด์ไหนที่บริษัททำธุรกิจอยู่? - อนาคตมีโอกาสโตเพราะอะไร? - ความเสี่ยงที่ควรจับตามองมีอะไรบ้าง? - กลยุทธ์ที่ผมใช้ถือหุ้นนั้นๆ ผมเขียนทุกอย่างไว้ใน Ko-fi สำหรับสมาชิกเท่านั้น ใครซับ Ko-fi ผมอยู่เข้าไปอ่านกันได้เลยครับ 🔗tinyurl.com/22c7ab92 ปล. บทความนี้ยาวมากๆ อัดแน่นข้อมูล 20 ตัวอยู่ในนั้นทั้งหมด
19
1,242
2,410
448,106
ตอนนี้ผมกำลังเขียนบทความเรื่อง “เทรนด์ที่ผมมองว่าจะอยู่ไปอีก 2 ปี (2025-2030) และปี 2030 เทรนด์พวกนี้จะบูมแน่นอน ตอนนี้ผมคิดว่ามี... 1. Ai (อันนี้แน่นอนอยู่แล้ว) 2. Nuclear & Energy Transition 3. Rare Earth & Strategic Material 4. Biotech & Synthetic Biology 5. Space Economy ใครคิดว่ามีอย่างอื่นอีกมาแชร์กันหน่อยครับ ☺️
15
942
1,406
291,256
ตอนนี้มีบริษัทใน S&P500 รายงานงบไตรมาส 3 ออกมาแล้วประมาณ 29% ของทั้งหมด และจากภาพรวมคือ ส่วนใหญ่ทำได้ดีกว่าที่ตลาดคาด แบบเห็นได้ชัด - ประมาณ 86.7% ของบริษัทที่รายงานงบออกมา ชนะตัวเลขนักวิเคราะห์ - กำไรโดยรวมของกลุ่มที่รายงาน เติบโตประมาณ +8.5% ถึง +9.2% YoY สรุปง่ายๆ คือ ตลาดยังแข็งแรงกว่าที่หลายคนคิด แม้เราจะคุยกันถึงเรื่องดอกเบี้ย เศรษฐกิจชะลอ ฟองสบู่ หรือดราม่านู้นนี่ บลาๆๆ แต่ “กำไรของบริษัทจริงๆ” ยังเดินหน้าอยู่ และสุดท้าย “กำไร” คือสิ่งที่จะขับเคลื่อนราคาหุ้นในระยะยาวครับ สั้นๆ เลยคือ ตอนนี้ตลาดยังดูดีเกินกว่าจะเกิดฟองสบู่จริงๆ (ถ้ามอง ณ ตอนนี้ อนาคตไม่แน่อะไรก็เกิดขึ้นได้ในตลาดหุ้น...)
ฤดูกาลแห่งการประกาศไตรมาสนี่แหละ คือตัวกำหนดเลยว่าตลาดขึ้นต่อหรือลงปรับฐาน...
1,542
1,382
181,254
ปีนี้อายุ 25 ไม่เคยสนใจเรื่องสุขภาพมาก่อนเลย แต่พอติดตาม lifestyle ของ billionaires หลายๆคนบนโลก ก็เริ่มเห็นเทรนด์ดูแลสุขภาพแบบจริงจังขึ้นมา แต่พอลงลึกกับเรื่องสุขภาพไปเรื่อยๆ การจะมีสุขภาพดีมันไม่ใช่แค่ออกกำลังกาย กินของที่มีประโยชน์ แต่คนเรามันจะลืมไปเรื่องนึงคือ “การนอน” ก็เลยมาคิดกับตัวเองว่า แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าเรานอนดีหรือไม่ดีในแต่ละคืน ผมเลยไปเจอ @WHOOP มา โดยส่วนตัวแล้วมันวัดการนอนได้ดีมากๆ แต่เรื่องอื่นๆก็ดี เช่น วัดการวิ่ง ออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ เท่าที่ใช้มาคือ ได้เห็นว่าเราประสิทธิภาพการนอนของเราดีหรือแย่ในแต่ละวัน จะได้ปรับได้ เช่น ตื่นนอนมา % recovery อยู่ที่ 10% ผมจะรู้ตัวละว่ากำลังจะป่วยหรือเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ Data ทั้งหมด (ไม่ใช่แค่การนอน) จะถูกเก็บไว้ทั้งหมด เราสามารถดึงออกมาเพื่อทำเป็น report ให้หมอได้เวลาตรวจร่างกาย เพราะเราใส่มันอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ที่สำคัญเลยคือมันเบา บาวทีแทบไม่รู้สึกว่าใส่อยู่ ผมเคยลองพวกแหวนอิจฉริยะ เวลานอนไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ เพราะ 2 นิ้วมันเบียดแหวน มันเสียดสีจนรู้สึกไม่สบายนิ้ว ชีวิตนี้ผมไม่ได้ต้องการจะอยู่ไปจนถึง 100 ปีอย่างที่มหาเศรษฐีหลายๆคนกำลังพยายามทำกันอยู่ แต่ผมต้องการตายโดยที่ไม่ตายจากโรคร้าย ต้องการจะตายอย่างสงบ ไปสบาย นี่เป็นแค่ส่วนนึงที่ผมพยายามจะทำ รวมทั้งออกกำลังกายเพิ่มกล้ามเนื้อทุกวัน กินโปรตีนให้ถึงในแต่ละวัน (เพราะยิ่งแก่กล้ามเนื้อจะยิ่งหายไป ต้องรักษาไว้) กินวิตามินที่ร่างกายต้องการ และอาหารดีๆ (สิ่งนี้ต้องมาก่อนอาหารเสริม อาหารเสริมเป็นแค่ส่วนเสริม) และอื่นๆที่จะสามารถคงสุขภาพร่างกายในปัจจุบันนี้ให้ได้นานที่สุด ใครสนใจลองศึกษาดูนะครับ ผมเชื่อว่าถ้าเราแข็งแรงพอ เราอาจจะไม่ต้องเข้าโรงบาล หรือเจ็บป่วยหนักๆเลยทั้งชีวิต
8
1,342
1,235
116,147
ท่าที่ง่ายที่สุด (แต่อาศัยวินัยที่สูง) ในการลงทุนให้ชนะตลาดคือ การลงทุนใน Index fund เช่น S&P500 (14%) Nasdaq-100 (19%) ทั้ง 2 Index fund ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีอยู่ที่ 14% และ 19% ตามลำดับ แต่ที่สำคัญไปกว่าคือ “วินัย” ในการลงทุน ถ้าตั้งเป้าหมายจะ DCA index fund ทั้ง 2 ตัวเป็นระยะเวลา 5 ปี 10 ปี จะต้องทำให้ได้ตามเป้าหมาย หลายๆคนจะมาตกม้าตายตอนที่เห็นเงินในพอร์ตโตมากแล้ว แต่มันยังไม่มากพอ เพราะยิ่งมากมันจะทำให้ดอกเบี้ยทบต้นทำงานได้เต็มที่กว่า ลองคิดดูว่า 5% ของ 100,000 กับ 5% ของ 1,000,000 ผลตอบแทนมันต่างกันแค่ไหน ทั้งๆที่ผลตอบแทน 5% เท่ากัน เพราะฉะนั้นถ้าตั้งใจจะถือยาวก็จงถือให้มันยาวจริงๆ อย่าหวั่นไหว ผมเห็นมามากแล้วกับการบอกว่าตั้งใจจะลงทุนสม่ำเสมอทุกๆเดือน ยาวๆไป 5 ปี 10 ปี หรือยันเกษียณ แต่สุดท้ายก็ถอนเงินออกหมดเพราะเงินที่ลงทุนไปมันเติบโตเป็น 1 ล้านบาท ซึ่งมันไม่ได้ทำให้รวยได้จริงๆ กับเงินแค่ 1 ล้านบาทในพอร์ต คุณไม่มีทางรู้เลยว่าเงิน 1 ล้านนั้นถ้าปล่อยไว้ในพอร์ตให้มันเติบโตต่อไปเพียงไม่กี่ปีมันจะ double เป็น 2 ล้าน โดยระยะเวลาจาก 0 ไป 1ล้าน มันยากกว่า 1 ล้าน ไป 2 ล้าน ผมเห็นมาแล้วเลยกล้าพูดครับ
3
798
1,263
107,494
หุ้น 10 เด้ง ที่ผมเจอ มันจะมี “DNA” หรือความเหมือนกันอยู่ หุ้นที่ไม่ได้แค่โตเร็ว แต่กำลังสร้างโลกอุตสาหกรรมใหม่ของตัวเอง จากหุ้นที่ผมถือจริงอย่าง $RKLB และ $PLTR มันคล้ายๆ กับเส้นทางของ Tesla หรือ Nvidia ในยุคแรกๆ เลย คือมันไม่ได้สวยงามเลยในช่วงแรก ไม่มีคนเข้าใจว่าบริษัททำอะไร จะมีอนาคตมั้ย? อย่าง $RKLB ที่มีเจ้าตลาดอย่าง SpaceX อยู่แล้ว จะสู้ได้ยังไง แต่ถ้า CEO ไม่กล้าคิด ก็จะเป็นแค่หุ้นกระจอกๆ ตัวนึง แต่นี่ CEO กล้าคิดกล้าทำ มันเลยสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ผมเขียนบทความนี้ไว้เพื่อจะเป็นกรณีศึกษา ว่าผมซื้อหุ้น 2 ตัวนี้โดยมี Mindset ยังไง และมีระบบในการถืออย่างไรให้ได้ 10 เด้ง ไม่ใช่แค่หลับหูหลับตาถือ เพราะหุ้นในพอร์ตผมยังมีอีกหลายตัวมีที่โอกาสจะไปถึง 10 เด้ง และผมก็จะไม่หยุดแค่ 10 เด้งแน่นอน เป้าหมายผมคือ 100 เด้ง ผมเลยจำเป็นต้องมีแผนหรือระบบไว้รองรับการตัดสินใจของผมด้วย เนื้อหาบทความจะครอบคลุมทั้งวิธีมองหุ้น 10 เด้ง, Mindset ที่ผมใช้ถือยาว, และ ระบบการถือของผม อ่านจบจะเข้าใจเลยว่า หุ้น 10 เด้งไม่ได้เกิดจากโชค แต่เกิดจาก “ความเข้าใจ + ความอดทน + ระบบที่ดี” ใครอยากอ่านไปได้ที่นี่เลยครับ ผมเปิดให้อ่านฟรีเลย: tinyurl.com/4t4z88ea
14
1,111
1,715
492,718
นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงอยากให้โฟกัสที่การหาเงิน มากกว่าโฟกัส % ผลตอบแทน 10% ของ 1,000 ต่างจาก... 10% ของ 1,000,000 มหาศาล
ตั้งแต่เห็นโพสขิงพอร์ทมา วันนี้เจออันที่อลังสุด ใส่เงินเข้า $NVDA ไป 8 ล้านกว่า +10% ก็ได้กำไรเท่ารถ 2 คัน 😂
10
1,594
1,218
287,617
การลงทุนไม่จำเป็นต้องหวือหวา ซื้อหุ้น +กำไรเป็น 100%++ ก็ได้ อย่างในรูปนั้น เราไม่มีทางรู้เลยว่าหุ้นที่ถืออยู่ตอนนี้มันจะกลายเป็นผู้ชนะในอนาคตมั้ย เพราะฉะนั้นถ้าไม่มั่นใจ ETF ดัชนีก็เป็นทางเลือกที่ดีครับ เพราะเวลาหุ้นผู้ชนะพวกนี้มันขึ้น มันก็พา ETF ดัชนีขึ้นเช่นกัน ถ้าคุณยังมีรายได้จากการทำงานหรือทางอื่นๆที่มันล่อเลี้ยงชีวิตประจำวันคุณได้ ก็แค่ซื้อ ETF ดัชนีของตลาดหุ้นอเมริกาไปก็ได้ อย่าง S&P500 หรือ Nasdaq-100 เป็นท่าแนะนำมือใหม่เสมอ ขนาด warren buffett ก็ยังแนะนำ ถ้าลงทุน ETF ดัชนีไปแล้วอยากเพอามการเติบโตให้พอร์ตก็แบ่งสัดส่วน 20% ของพอร์ตมาถือหุ้นราย และ 5% ของพอร์ตไว้ถือหุ้น Mid-cap, Small-cap เพื่อเร่งการเติบโตของพอร์ตก็ได้ แต่ถ้าใครที่ไม่อยากปวดหัว ศึกษาอะไรมากมาย ก็ DCA ETF ดัชนีไปเรื่อยๆเวลาผ่านไป 10-20 ปี มีเงินก้อนแน่นอน
ผู้ชนะในวันนี้ อาจไม่ใช่ผู้ชนะในวันข้างหน้า การที่เราจะเลือกหุ้นผู้ชนะให้ถูกตัว ถือยาวไปยันเกษียณ บางทีอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะโลกมันเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ผู้ชนะในวันนี้ อาจเป็นผู้แพ้ หรือแม้แต่กระทั่งล้มหายตายจากไปในอนาคตก็มีให้เห็น
5
1,085
1,169
175,358
อย่ามัวแต่กลัวตลาด…จนลืม “ลงทุนในตัวเอง” หลายคนช่วงนี้กลัว… - เศรษฐกิจถดถอย - ตลาดหุ้นตก - เงินหาย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมว่า ควรกลัวมากกว่า คือ “กลัวตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้า จะยังอยู่ที่เดิม” เพราะไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง สุดท้ายแล้วคนที่กำหนดอนาคตเราได้ดีที่สุด…ก็คือ “ตัวเราเอง” Warren Buffett นักลงทุนระดับโลกที่คนทั้งโลกยกย่อง เคยพูดไว้ว่า “การลงทุนที่ดีที่สุด คือการลงทุนในตัวเอง” เพราะการลงทุนในตัวเองมันให้ผลตอบแทนสูงกว่าสินทรัพย์อื่นๆมากๆ ลองนึกภาพตามนะครับ - คุณเก่งขึ้นในทักษะหนึ่ง เช่น การสื่อสาร การขาย การทำธุรกิจ มันไม่ได้เพิ่มรายได้แค่ปีเดียว แต่มันจะเพิ่มไปทั้งชีวิต นี่แหละ คือดอกผลจากการลงทุนที่ไม่มีวันขาดทุน ตรงกันข้าม…ถ้าคุณไม่ลงทุนอะไรเลยกับตัวเองในวันนี้ อีก 5-10 ปีข้างหน้า อาจจะยังต้องกลัว - กลัวตกงาน - กลัวไม่มีรายได้ - กลัวเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ในวันที่โลกมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว สรุปตรงๆ: ตลาดหุ้น ตลาดคริปโต อสังหา...มีขึ้น มีลง แต่ “ตัวคุณเอง” คือสินทรัพย์ที่ไม่มีวันล้มละลาย ถ้าเริ่มลงทุนกับตัวเองตั้งแต่วันนี้ อย่ารอให้พร้อม อย่ารอให้ถูกหวย อย่ารอให้ตลาดนิ่ง เริ่มเรียนรู้ พัฒนาทักษะใหม่ๆ ตั้งแต่วันนี้เลย
1,069
1,092
53,766
หลายบริษัทใหญ่ๆ ยังอยู่นอกตลาด อย่าง SpaceX, OpenAI, Stripe, Canva, Databricks ถ้าวันนึงพวกนี้ IPO ขึ้นมา บอกเลยว่าน่าจับตามาก เพราะฉะนั้นศึกษาบริษัทไว้ตั้งแต่วันนี้ = ได้เปรียบตั้งแต่เนิ่นๆ
3
895
1,157
296,501
รายได้เยอะ แต่ไม่มีวันรวย ถ้าจัดการเงินไม่เป็น ยุคนี้มีคนหาเงินเก่งขึ้นเยอะมาก เด็กจบใหม่เงินเดือน 30K–40K ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก บางคนทำ Freelance ได้เดือนละแสน ขายของออนไลน์ได้เดือนละ 6 หลัก แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ... คนหาเงินได้เยอะ ไม่ได้แปลว่า “รวย” บางคนมีรายได้เดือนละแสน แต่ตอนสิ้นเดือนเหลือเงินใช้ = 0 เก็บเงินไม่เคยอยู่ ลงทุนไม่เป็น หนี้บัตรเครดิตก็วนมาเรื่อยๆ ความจริงที่โหดกว่าคือ... "รายได้เยอะ อาจเป็นดาบสองคม ถ้าคุณใช้มันไม่เป็น" เพราะพอมีรายได้เยอะ เราจะเริ่ม “ใช้เยอะตาม” - ซื้อของแพงขึ้น - ใช้ชีวิตหรูขึ้น - มีภาระมากขึ้น - ใช้เงินอนาคตแบบไม่รู้ตัว ที่น่ากลัวคือ...คุณเริ่มชินกับ “ไลฟ์สไตล์ที่ต้องใช้เงินเยอะ” แต่พอวันนึงรายได้ลดลง คุณไม่มี buffer เลยแม้แต่นิดเดียว แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเศรษฐกิจตอนนี้? ตอนนี้หลายประเทศเริ่มเจอสัญญาณเศรษฐกิจชะลอ - ดอกเบี้ยยังสูงอยู่ - ของก็แพงขึ้นเรื่อยๆ (เงินเฟ้อยังไม่จบ) - บางธุรกิจเริ่มทยอยปลดคน - หุ้นหลายตลาดเริ่มนิ่ง รายได้จากการลงทุนไม่ง่ายเหมือนเดิม แปลว่า "ความไม่แน่นอน" กำลังเพิ่มขึ้น แต่ถ้าคุณยังใช้เงินแบบแน่นอน (ใช้จนหมด)... คุณคือคนที่เสี่ยงที่สุด อยากรวยจริง ต้องเริ่มจากจัดการเงินให้เป็น... รายได้เยอะ = “เชื้อเพลิง” แต่การจัดการเงิน = “ทิศทาง” คนที่ “ใช้หมด” เหมือนรถถังน้ำมันใหญ่แต่ถังรั่ว วิ่งได้เร็วในช่วงสั้นๆ แต่พังกลางทาง คนที่ “เก็บ-จัดการ-ลงทุนเป็น” เหมือนคนขับรถไกล มีจุดหมาย มีแผน มีแบ็คอัพ ไม่กลัวฝน ไม่กลัวพายุ สรุปสั้นๆ ชัดๆ หาเงินเก่ง = ดี เก็บเงินเป็น = ดีกว่า ลงทุนต่อยอดได้ = ดีที่สุด เพราะ “เงินที่หาได้” คือแค่จุดเริ่มต้น แต่ “เงินที่เก็บ-จัดการ-ลงทุนเป็น” นั่นแหละคือสิ่งที่จะทำให้คุณ รวยได้จริงในระยะยาว
1
1,072
1,051
84,208
5 หุ้นที่ผมคิดว่าจะได้ประโยชน์จาก Megatrend ผู้สูงอายุ ในปี 2030 คนอายุ 60+ จะเกือบ 1/5 ของโลก ค่าใช้จ่ายสุขภาพ, การดูแลผู้สูงวัย = โตต่อเนื่อง ไม่มีหยุด หุ้นที่น่าจับตา $SYK อุปกรณ์การแพทย์ ผ่าตัดข้อ $TMDX เทคโนโลยีขนส่งอวัยวะ $ISRG หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด $ELV ประกันสุขภาพสหรัฐ $PFE ยาและวัคซีน เทรนด์นี้จะเป็นโครงสร้างทางสังคมในอนาคตแน่นอน ถ้าอยากลงทุนตามเทรนด์นี้ ลองศึกษาดูครับ
7
672
1,102
64,067
5 Habit เล็กๆ ที่อาจเปลี่ยนชีวิตคนธรรมดาให้กลายเป็นเศรษฐี บางคนไม่ได้รวยเพราะฉลาดกว่า แต่รวยเพราะ “เลือกทำสิ่งเล็กๆ” ได้ถูกซ้ำๆ ทุกวัน ไม่ต้องเก่งกว่าใคร แค่รู้ว่า…อะไรควรทำต่อ อะไรควรตัดทิ้ง นี่คือ 5 อย่างที่คนรวยระดับโลก “ทำจริง” และคนธรรมดาก็ทำได้ ถ้าไม่ยอมแพ้กลางทาง (โพสต์นี้…อาจเปลี่ยนวิธีที่คุณใช้ชีวิตไปตลอด)
2
637
1,051
252,169
หุ้น 10 เด้ง 100 เด้ง ต้องมีคุณสมบัติแบบนี้ - โตจากกำไรแท้ๆ ไม่ใช่แค่สตอรี่ - มี ROE สูง (โดยไม่ใช้หนี้เยอะ) - มี margin of safety ตอนซื้อ - ธุรกิจสามารถ “ขยายสเกล” ได้ง่าย (scalable) - ผู้บริหารถือหุ้นเยอะ = มี skin in the game - ใช้เวลาชนะตลาดได้จริง (ไม่ใช่แค่ชั่วคราว) - มี runway โตอีกไกล ไม่ใช่ธุรกิจอิ่มตัว - หุ้นเล็ก–กลาง จะโตได้ง่ายกว่าหุ้นใหญ่ - บริษัทไม่แจกปันผลเยอะ แต่เอากำไรไป reinvest ที่สำคัญเลยคือ ต้อง “ถือให้ได้นานมากพอ” เพื่อให้ compounding ทำงาน หุ้น 10 เด้ง 100 เด้ง ไม่ใช่หาหุ้นที่ราคาจะวิ่ง แต่คือการหาธุรกิจที่ “เติบโตแบบทบต้น” ได้จริง แล้วต้องกล้าที่จะถือมันให้นานพอ
หุ้น 10 เด้ง ตัวที่ 2 ของพอร์ตนี้มาแล้ว! 🔥 ไปกันต่อฮะ!
2
648
1,044
92,339
"ล้านแรก" สำหรับผมโคตรสำคัญ ถ้าคุณไม่เอามันไปซื้อบ้านซื้อรถก่อน แต่เอาล้านแรกของคุณไปต่อยอดเพื่อสร้างเงินต่อ มันจะตอบแทนให้คุณอย่างมหาศาลแน่นอน เพราะฉนั้นถ้ามีล้านแรกแล้วต้องอดเปรี้ยวไว้กินหวาน อย่าคิดว่าล้านนึงเอาไปซื้ออะไรดี แต่คิดว่าจะเอาไปต่อยอดยังไงดีให้มันเพิ่มพูนขึ้น ล้านแรกมันจะมาช้ามาก แต่อย่าพึ่งท้อ เพราะล้านต่อไปจะมาไวกว่าที่คุณคิด...
4
954
1,024
88,456
Morgan Stanley ออก List ใหม่ชื่อว่า “National Security Index” ที่รวม 39 บริษัทที่เขามองว่า “เมกาต้องพึ่งตัวเองให้ได้” เพราะถ้าวันหนึ่งจีนบีบ supply เมื่อไหร่… เกมจบครับ และ 4 กลุ่มหลักที่อยู่ใน List นี้มี - พลังงานนิวเคลียร์และยูเรเนียม - แบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน - แร่หายากและโลหะเชิงยุทธศาสตร์ - ลิเทียม ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เทรนด์ใหม่ แต่คือ “รากฐานของโลกยุค AI” ที่กินไฟอย่างกะสัตว์ประหลาด และความมั่นคงของชาติตอนนี้ไม่ได้อยู่แค่ในกองทัพแล้วครับ แต่มันคือ “พลังงาน + วัตถุดิบ + เทคโนโลยี” ทั้งระบบเลย ☢️ Nuclear & Uranium พลังงานยุคใหม่ที่ไม่ต้องง้อน้ำมัน $UUUU, $NXE, $OKLO, $LEU, $CCJ, $BWXT, $UEC, $LTBR, $NNE, $EU, $UROY, $ASPI, $MIR - กลุ่มนี้คือ “เชื้อเพลิงของ AI” เพราะ Data Centers ใช้ไฟระดับกิกะวัตต์ - นิวเคลียร์คือคำตอบเดียวที่ผลิตไฟได้ “มากพอ” และ “สะอาดพอ” - โดยเฉพาะ $OKLO ที่กำลังสร้าง “microreactor” ขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายได้ เหมาะกับฐานทัพหรือศูนย์ข้อมูลเฉพาะกิจ 🔋 Battery & Energy Storage พลังงานสำรองของโลกใหม่ $EOSE, $SEI, $TSLA, $AMPX, $MVST, $BLDP, $ABAT - ยุคนี้แค่ผลิตไฟได้ไม่พอแล้ว ต้อง “เก็บไฟได้” ด้วย ใครแก้โจทย์ storage ได้ก่อน = คุมเกมพลังงานศตวรรษนี้แน่นอน - และ $EOSE กำลังพิสูจน์ zinc-based battery ที่ถูกกว่า lithium และปลอดภัยกว่า - ส่วน $AMPX ก็กำลังผลักแบตเตอรี่รุ่นใหม่ให้เบาแต่แรงกว่าเดิมหลายเท่า 🧲 Rare Earths & Strategic Metals วัตถุดิบที่เทคโนโลยีขาดไม่ได้ $METC, $UAMY, $USAR, $NB, $CRML, $MP, $IDR, $IE, $CRS, $IVN, $WPM, $FM, $FCX, $AMRK - พวกนี้คือ “เส้นเลือดของเทคโนโลยี” - ตั้งแต่ชิป จนถึงมอเตอร์หุ่นยนต์ ต้องใช้ Rare Earth ทั้งนั้นเลย - ตอนนี้จีนยังคุม supply เกิน 80% - อเมริกาก็เลยต้องเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศเอง ⚡ Lithium เชื้อเพลิงของแบตยุคใหม่ $ALB, $LAC, $LAR, $SGML, $SLI - Lithium ยังเป็นหัวใจของ EV และพลังงานสะอาด - ใครคุม lithium ได้ คนนั้นคุมทั้งอุตสาหกรรม - แต่อนาคตเราอาจจะเห็นการเปลี่ยนผ่านไปใช้ sodium หรือ solid-state ก็ได้ ทั้งหมดนี้คือ “ห่วงโซ่ความมั่นคงใหม่ของโลก” ตั้งแต่ พลังงาน → การเก็บไฟ → วัตถุดิบ → เทคโนโลยี ถ้าเปรียบเป็นร่างกายมนุษย์ - Nuclear คือ “หัวใจ” - Battery คือ “ปอด” - Rare Earth คือ “เลือด” - Lithium คือ “ออกซิเจน” โลกยุค AI ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย Software อย่างเดียว แต่มันต้องมี “ของจริง” อยู่เบื้องหลัง โรงไฟฟ้า, เหมือง, วัตถุดิบ, และเทคโนโลยีที่จับต้องได้ และหุ้นพวกนี้แหละครับคือ “เบื้องหลังของโลกยุคใหม่” ที่กำลังจะถูกสร้างขึ้น
2
690
953
52,449
“ดอกเบี้ยทบต้น” อาวุธลับของคนที่รวยจากการลงทุน หลายคนพยายามหา “ผลตอบแทนสูง” แต่กลับมองข้ามสิ่งที่ทรงพลังที่สุดในการโตแบบยั่งยืน ลองดูตัวอย่างนี้ง่ายๆ ถ้าคุณลงทุนเดือนละ 5,000 ได้ผลตอบแทน 8% ต่อปี ลงทุนไป - 10 ปี คุณจะมีประมาณ 900,000 - 20 ปี จะมีประมาณ 2.9 ล้าน - 30 ปี จะมีเกือบ 7.5 ล้าน เงินเท่าเดิม ผลตอบแทนเท่าเดิม ต่างกันแค่ “เวลา” แต่ผลลัพธ์ต่างกันหลายเท่า เพราะดอกเบี้ยทบต้น มันไม่ได้โตแบบเส้นตรง (linear) แต่มันโตแบบ “ระเบิดขึ้นเรื่อยๆ (exponential) ปีแรกๆ อาจดูเฉยๆ แต่ถ้าคุณ “อยู่กับมันให้นานพอ” มันจะพาคุณไปไกลกว่าที่คุณคิด แล้วคนส่วนใหญ่พลาดตรงไหน? - เก็บเงินแบบไม่มีระบบ - หยุด–เริ่ม–หยุด–เริ่ม - ถอนออกก่อนเวลาเพราะอยากใช้เร็ว - มองแค่ผลตอบแทนรายเดือน ไม่สนระยะยาว ดอกเบี้ยทบต้นไม่เวิร์กกับคนใจร้อน แต่มันทำงานอย่างซื่อสัตย์ให้คนที่ “นิ่งพอจะรอได้” คุณไม่ต้องลงทุนเก่งที่สุด คุณแค่ต้อง “อยู่ให้นานที่สุด” แล้วปล่อยให้ดอกเบี้ยทำงานของมันไป สุดท้าย คนที่รวยจากการลงทุน ไม่ได้ชนะเพราะกล้าเสี่ยงกว่า แต่ชนะเพราะเขา “ไม่แตะเงิน และไม่รีบ” เท่านั้นเอง
2
713
922
47,127
Upskill + Reskill หารายได้เพิ่มแล้วเอามาลงทุน ยิ่งก้อนใหญ่ก็ยิ่งเติบโตหนัก อย่าไปโฟกัสที่ผลตอบแทนมากนัก ไม่งั้นจะปวดหัวแน่ๆ เอาเวลาไปหาเงินมาเติมพอร์ต ซื้อหุ้นที่พื้นฐานแข็งๆ โตปีละ 10-15% แบบมั่นคง ก็รวยได้ ถ้าไม่มีเวลานั่งศึกษาอย่างจริงจัง ไปเน้นหาเงินมาซื้อหุ้นดีๆดีกว่า หุ้นที่ชัดเจนแล้วว่ามีอนาคตแน่ๆ อย่าง 7Mag หรือไม่ก็ Index Fund โฟกัสที่การหาเงิน ยั่งยืนกว่าการโฟกัสหาผลตอบแทนสูงๆ
1
713
912
659,527
บอกตลอดๆ ว่า ไฟฟ้า คือคอขวดจริงๆ ของ Ai จะมี Data Centers กี่แห่งก็ชั่ง ถ้าขาดไฟฟ้าคือจน สุดท้ายแล้วโครงสร้างพื้นฐานก็ต้องเน้นเอให้เทคโนโลยีใหม่ๆ เดินต่อไปได้ และถ้าใครแก้คอขวดนี่ได้ ไม่ว่าจะท่าไหน จะแบต หรือ โรงผลิตไฟฟ้า หรืออะไรก็ตาม “ยังไงก็รวย”
ชิป + Data Center จะโตได้ มันต้องมี “ไฟ” เลี้ยง 24/7 ถ้า Demand ไฟสหรัฐเพิ่ม 40% ใน 10 ปีจริง แปลว่าคอขวดใหญ่ที่สุดของ AI ไม่ใช่ GPU หรือ Data แต่คือ “ไฟ” winner อาจไม่ใช่คนขายชิป หรือ Data Center แต่คือคนที่ “ป้อนไฟ” ให้ระบบทั้งหมดนี่แหละ
7
961
929
99,504
หาหุ้นต้องใจเย็นๆ และขุดให้ลึก ผมไม่ได้หาหุ้นที่ขึ้นแค่ 100–200% ภายในปีสองปี แต่ผมตามหาหุ้นที่สามารถโตได้ 10 เท่า หรือ 100 เท่า ในระยะ 5–10 ปี หุ้นแบบนั้นมีไม่กี่ตัวในโลกหรอก และถ้าจะหาให้เจอ มันต้องใส่ใจกับทุกดีเทลมากๆ ดูทั้ง - โมเดลธุรกิจ - เทคโนโลยี - เทรนด์โลก - ทีมผู้บริหาร - การเงิน - โอกาสในการ “ครองตลาด” - และอื่นๆ อีกมากมาย เราไม่จำเป็นต้องให้ทุกตัวในพอร์ตโตระเบิด แค่มีสัก 1-2 ตัวที่กลายเป็น Amazon หรือ Nvidia ตัวต่อไป แค่นั้นก็เปลี่ยนชีวิตได้แล้ว ผมไม่ได้พูดถึงการให้พนันว่าหุ้นนั้นจะขึ้น 10 เด้ง 100 เด้ง โดยไม่ศึกษาให้ดีก่อนนะครับ ไม่ใช่ว่าซื้อไปเลย 100 ตัว แล้วรอพลุแตก ไม่มีทางครับ ถ้าไม่ศึกษามาอย่างดีจริงๆ ผมหมายถึงว่าศึกษาหุ้นนั้นมาดีจนมั่นใจว่าโตได้ในอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้า แล้วอดทนถือจนหุ้นนั้นขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดได้ การลงทุนที่ดีที่สุดไม่ใช่การ ซื้อ ขาย เก่ง แต่คือ “การถือหุ้นที่ใช่ ให้นานพอ” จนมันโตได้แบบ 1000%
7
551
932
56,148
มาคุยเรื่องภาษีกันหน่อย บริษัทจำกัด อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดคือ 20% ของกำไรสุทธิ ซึ่งเงินที่บริษัทได้รับจะถูกนำไปใช้ในกิจการก่อน เช่น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ พนักงาน วัตถุดิบ เป็นต้น หลังจากหักค่าใช้จ่ายพวกนี้แล้ว ก็จะนำรายได้สุทธิไปคำนวณภาษีเพื่อจ่ายให้กับรัฐ (Pattern จะเป็นแบบนี้ คือ เงินเข้ามา > ใช้เงินก่อน > เสียภาษี) บุคคลธรรมดา อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดคือ 35% ตามฐานรายได้ต่อปี โดยอัตรานี้ใช้กับรายได้ที่เกิน 5,000,001 บาท ขึ้นไป อันนี้คือสูงสุด ของไทยเราจะเป็นภาษีแบบขั้นบันได เริ่มตั้งแต่ 150,001 บาท เสียภาษี 5% นอกนั้นดูได้ตามรูปเลยครับ (Pattern จะเป็นแบบนี้ คือ เงินเข้ามา > ลดหย่อนภาษี > เสียภาษี > ใช้เงิน) เห็นความแตกต่างของการเสียภาษีของแต่ละแบบไหม? ภาษีเป็นสิ่งที่เราหนีไม่ได้ครับ แต่เราวางแผนจัดการภาษีได้ เราจะไม่เลี่ยงภาษีแต่เราจะจ่ายภาษีอย่างถูกกฎหมาย โดยที่เราจัดการวางแผนมันอย่างดี...
2
926
887
107,097
ที่สำคัญมากๆ อีกอย่างคือ “การนอน” ครับ อายุ 20+ ถึง 30 ควรนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมง คือผมเองก็ Mentain ได้ไม่ค่อยดีมาก แต่จะรักษา Performance ไม่ให้ตก 70% เพราะวันไหนที่ตื่นมาพร้อมกับ Performance ต่ำๆ รู้สึกได้เลยว่า โฟกัสไม่ดี ทำงานไม่ได้ ไม่มีสมาธิ ที่สำคัญที่เพลียตั้งแต่บ่าย แต่นอนเยอะไปก็ไม่ดีครับ ควรอยู่ใน 8-9 ชั่วโมงถือว่าเพียงพอแล้ว แต่ต้องหลับลึก และมีช่วง Rem ให้สมองได้เคลียร์และจัดการความทรงจำ ถ้าอยากหลับลึกๆ+Rem ลองนอนเปิดแอร์เย็นๆ ก่อนนอนหยุดเล่นมือถือ 1 ชั่วโมง จะอ่านหนังสือหรือทำอะไรก็ได้ที้ไม่มีการใช้มือถือ (ผมจะอ่าน Kindle) และที่สำคัญต้องระบายความเคลียดออกมาบ้างครับ ผมชอบเขียน Dump journal คิดอะไรเขียนออกมาให้หมด ให้สมองโล่งขึ้น เพราะถ้าได้เขียนแล้วมันเหมือนเอามันออกมาจากสมองเราแปปนึง คือผมเองก็ยังทำให้ Performance ขึ้นมาเยอะๆไม่ได้ตอนนี้ แต่มีความตั้งใจว่าจะทำให้ได้ 90%+ ทุกวัน เพราะการนอนสำคัญมากจริงๆ ออกกำลังกายมาถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอร่างกายก็ recovery ไม่ทัน กลายเป็นเพลียสะสมอีก ยังไงก็ออกกำลังแล้วก็อย่าลืมใส่ใจการนอนกันด้วยนะครับ
ตอนสมัยอายุ 20s เราไม่ค่อยเข้าใจคนที่ออกกำลังกาย สมัยนั้นคิดว่า “คนเรามันจะออกกำลังกายได้เดือนละกี่วันเชียว?” ปัจจุบันอายุ 30 ต้นเริ่มออกกำลังกายดูแลสุขภาพ ความคิดเปลี่ยน “คนเรามันจะหยุดออกกำลังกายเดือนละกี่วันเชียว?” 😅😆 ไม่ว่าจะเรื่องเงิน หรือเรื่องสุขภาพเริ่มก่อนได้เปรียบ
3
957
899
128,571
เงินเดือนเท่าเดิม แต่เก็บเงินได้มากขึ้น ลองเปลี่ยนแค่ 3 อย่างนี้ หลายคนรอให้เงินเดือนขึ้นก่อน แต่จริงๆ แล้ว “วิธีใช้เงิน” สำคัญกว่า “จำนวนเงิน” ลองเปลี่ยน 3 อย่างนี้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป: 1. เลิกเปรียบเทียบ ยิ่งเทียบกับคนใช้เงินเยอะ ยิ่งพยายามแข่งแบบไม่รู้ตัว…สุดท้ายคือแพ้หมดตัว เราไม่จำเป็นต้องมีต้องใช้เหมือนคนอื่น เอาแค่ที่เราจำเป็นก็พอ แบรนด์เนมตัดได้ตัด ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น 2. ให้รางวัลตัวเองเมื่อ “ได้ผลลัพธ์” เท่านั้น จะให้รางวัลตัวเองก็ต่อเมื่อทำอะไร “สำเร็จบางอย่างจริงๆ” 3. ตั้งชื่อให้ทุกเงินก้อน บัญชีเดียวทำทุกอย่าง มันพังแน่ (ผมรู้จักคนนึง เก็บเงินเป็นสัดเป็นส่วนมากๆ ซึ่งผมว่ามันเป็นประโยชน์ มันทำให้เราได้ภาพกว่าเงินในแต่ละกระเป๋ามีเท่าไหร่ ง่ายต่อการจัดการ) เช่น – ก้อนนี้เก็บ – ก้อนนี้ลงทุน – ก้อนนี้ใช้ให้เต็มที่ - ก้อนนี้สำหรับลูกๆ (แมว) - ก้อนนี้สำหรับบำรุงรักษารถยนต์ พอรู้ว่าเงินก้อนนั้น “เกิดมาเพื่ออะไร” เราก็ไม่ใช้มั่วอีก ถึงแม้จะเงินเดือนเท่าเดิม แต่พอ “ใช้เงินด้วยเป้าหมาย” เงินมันก็เริ่มอยู่กับคุณนานขึ้น…และพาไปได้ไกลขึ้นเรื่อยๆ
2
837
884
57,060
ถ้าอายุยังน้อย Focus ไปที่เวลาดีกว่าครับ อย่าคิดว่าจะเข้าตลาดหุ้นต้องมีเงินทีละเยอะๆ ไม่งั้นชีวิตนี้คุณอาจจะไม่ได้เข้าเลย ให้ Focus ไปที่คุณมีเวลาในการค่อยๆสะสมหุ้นไปเรื่อยๆ ผ่านไป 10-20 ปี เงินที่ค่อยๆลงไปทีละนิดทีละหน่อยมันจะโตเองครับ ถ้าลงในหุ้นที่มีศักยภาพ (ในส่วนนึงต้องศึกษาและตัดสินใจให้ดี) ระหว่างทางที่ทำการทยอยซื้อไปเรื่อยๆก็มั่นศึกษาการลงทุนไป อย่าเสียเวลามัวแต่เก็บเงินเพื่อวันนึงจะเอามาลงทุนจะได้มีเงินต้นเยอะๆ ไม่จำเป็นครับ แล้วการทำธุรกิจผมไม่ได้ว่าไม่ดีนะครับ แต่การทำธุรกิจนั้น ยากกว่าการลงทุนมาก (สำหรับผม เพราะผมก็ทำ Startup อยู่ตอนนนี้) มันอาศัยทักษะหลายอย่างมาก ผมรู้สึกมันเหนื่อยกว่าการลงทุนสุดๆ (ผมเลยเอาเงินไปซื้อหุ้นในบริษัทที่มีศักยภาพที่เขาสามารถทำให้เงินผมงอกเงยได้) แต่ความเป็นจริงคือ % ที่เราจะสำเร็จมันน้อยกว่าการลงทุน ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำธุรกิจเก่งครับ ยังไงก็พิจารณาการลงทุนด้วยนะครับ มันอาจจะเป็นหนทางสู่การเกษียณของคุณในอนาคตได้ ค่อยๆทยอยสะสมหุ้นทีละเล็กละน้อยไปครับ วันนึงมันเติบโตแน่ๆ (ในบริษัทที่เติบโต)
ฟังอ.เจกกี้พูดแกว่าเงินต้นน้อยแล้วมาเล่น/ลงทุนหุ้นไม่คุ้มนะ อย่างน้อยต้องมีประมาณนึงก่อนไม่งั้นหาจากการทำธุรกิจง่ายกว่า ซึ่งแกหาได้ 8หลักตอนอายุ 24(ทำงาน/ธุรกิจตั้งแต่เรียน) อย่างที่เคยฟังจากสัมภาษณ์หมอพงก็เงินต้น 300 ล.(จากคลีนิค คง.) ดร.นิเวศ 10 ล.(ปี40 จากเงินเดือน+เก็งหุ้น)
1,193
833
114,687
วันนี้อยากแชร์ 10 Mindset การเงิน ที่อาจเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นเศรษฐีได้ รวยไม่ใช่เรื่องฟลุค แต่มันเริ่มจาก “วิธีคิด” ถ้าคุณอยากให้เงินทำงานให้คุณ ไม่ใช่คุณต้องทำงานไปจนแก่ นี่คือ 10 Mindset ที่คนรวยจริงใช้ และคุณก็เอาไปใช้ได้เหมือนกัน ตั้งแต่วันนี้... Thread 🧵
2
521
858
68,263
🔍 สรุปสถานการณ์ “ตลาดหุ้นโลก 2025” แบบ YTD โลกไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว - ยุโรปฟื้นแรง - อเมริกาชะลอ - เอเชียกระจายตัวแบบสุดขั้ว - และความผันผวนคือของแถมรายวัน โพสต์นี้ผมสรุปทุกมุมที่น่ารู้ให้ฟังครับ 👇 1. 🇪🇺 ยุโรปคือม้ามืดของปีนี้ - ยุโรปหลายประเทศให้ผลตอบแทน >40% - กรีซ (+42.97%) ที่เคยล้มละลายเมื่อ 2010 ตอนนี้แกร่งจนน่าตกใจ - สะท้อนการฟื้นตัวหลังผ่านเงินเฟ้อ, พลังงานแพงในยุค COVID, สงคราม ยุโรปไม่จืดชืดอีกต่อไปแล้วครับ 2. 🇺🇸 สหรัฐฯ เริ่มเข้าสู่เฟสปกติ - YTD แค่ +2.08% อาจดูน้อย ถ้าเทียบกับยุค AI boom - แต่ผลตอบแทน 1 ปี +10.20% ก็ยังถือว่าดี - แปลว่า…ตลาดเริ่มเข้าสู่ “จังหวะหายใจ” ไม่ได้ขึ้นพรวดเหมือนเดิม อาจไม่ตื่นเต้น แต่ยังน่าไว้ใจ 3. 🌏 เอเชีย = สองโลกในทวีปเดียว - เกาหลีใต้ +28.85% - ไทย -11.80% - ญี่ปุ่น +10.01% กลางๆ - อินโด -6.36% - มาเลเซีย -1.14% ภาพนี้บอกชัดว่า “นโยบายการเงิน–การคลัง” มีผลต่อภาพใหญ่ของตลาด 4. 💥 ความเสี่ยง ≠ ผลตอบแทน - เม็กซิโก Return +30.80% แต่ Day Range สูงถึง 59.96 - เดนมาร์ก Return 11.27% แต่ Day Range พีคถึง 117.98 สรุปคือ ตลาดที่ดูสงบ อาจเหวี่ยงแรง และตลาดที่ดูดี อาจซ่อน “สวิง” ไว้เยอะมาก 5. 🔻 ประเทศที่ “ยังไม่ฟื้น” - ตุรกี -11.85% - ไทย -11.80% - อินโดนีเซีย -6.36% - ฟิลิปปินส์ -5.35% ภาพนี้สะท้อนอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ “โครงสร้างเศรษฐกิจ” ที่ต้องจับตาแบบไม่หลงภาพรวม 6. 🛢️ กลุ่มทรัพยากร = เงียบแต่โต - นอร์เวย์ (น้ำมัน) +24.81% - แคนาดา (ป่าไม้ + ทองแดง) +12.63% - ออสเตรเลีย (เหมือง) +10.52% Commodity อาจกลับมาอีกครั้ง? หรือกำลังเข้าสู่ Commodity Super Cycle? 7. 🎢 ประเทศที่ผันผวนสุดในโลก - อาร์เจนตินา: 52W Range 184.36% - เดนมาร์ก Day Range เกิน 100 - เม็กซิโก และโคลอมเบียก็ไม่แพ้กัน จะเข้าไปเล่น ต้องพร้อม “อยู่กับ Roller Coaster” ได้จริง ๆ 💭 ภาพรวมใหญ่ (Big Picture) - โลก หลัง COVID กำลังเปลี่ยน - ยุโรปแกร่งเกินคาด - สหรัฐฯ เริ่มนิ่ง - เอเชียต้องเลือกให้ถูก - ตลาดที่ดูนิ่ง อาจเหวี่ยง - ตลาดที่เคยแพ้ อาจกำลังกลับมา ลงทุนวันนี้…ต้องไม่แค่ “รู้จักประเทศ” แต่ต้อง “รู้จักจังหวะของโลก” ด้วย
891
861
57,386
สรุป Checklist หุ้น 10 เด้ง 1. Megatrend ชัด → ตลาดใหญ่ + ยังโตได้อีก 5-10 ปี 2. โมเดลธุรกิจขยายได้ (Scalable) → เพิ่มรายได้โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนตาม 3. Founder-led /มี Vision จริง ไม่ใช่แค่ Narrative 4. Tech → มีด้านที่ “ยิ่งใช้ ยิ่งดีขึ้น” (flywheel / data loop / network effect) 5. กำลังอยู่ช่วง S-curve ต้นๆ (ยังไม่แพงเกินไป) 6. มี Catalysts ชัดเจน → Product ramp / Regulation / Adoption / Capex Cycle 7. ไม่ใช่หุ้น hype → ต้องมี “Product จริง” มีลูกค้า / Revenue / Execution แล้วต้องมี Mindset แบบไหนที่จะได้หุ้น “10 เด้ง” แบบไม่เพ้อฝัน - คณิตศาสตร์ต้องผ่านก่อนเลย จาก micro/small cap → $50–150B ต้องมาจาก “รายได้ x อัตรากำไร x multiple” ที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่หวัง multiple อย่างเดียว - ต้องมี flywheel ยิ่งใช้มากยิ่งดีขึ้น/ถูกลง → ลูกค้าติด (data, learning curve, network effects) - หนีการแข่งขันเชิง commodity ถ้าจะ 10× ต้องยืนบนเทค/สัญญาระยะยาว/มาตรฐานอุตสาหกรรม - เงินสด/ระเบียบ/ใบอนุญาต สำคัญพอๆ กับเทคโนโลยี
หุ้น 10 เด้ง ที่ผมเจอ มันจะมี “DNA” หรือความเหมือนกันอยู่ หุ้นที่ไม่ได้แค่โตเร็ว แต่กำลังสร้างโลกอุตสาหกรรมใหม่ของตัวเอง จากหุ้นที่ผมถือจริงอย่าง $RKLB และ $PLTR มันคล้ายๆ กับเส้นทางของ Tesla หรือ Nvidia ในยุคแรกๆ เลย คือมันไม่ได้สวยงามเลยในช่วงแรก ไม่มีคนเข้าใจว่าบริษัททำอะไร จะมีอนาคตมั้ย? อย่าง $RKLB ที่มีเจ้าตลาดอย่าง SpaceX อยู่แล้ว จะสู้ได้ยังไง แต่ถ้า CEO ไม่กล้าคิด ก็จะเป็นแค่หุ้นกระจอกๆ ตัวนึง แต่นี่ CEO กล้าคิดกล้าทำ มันเลยสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ผมเขียนบทความนี้ไว้เพื่อจะเป็นกรณีศึกษา ว่าผมซื้อหุ้น 2 ตัวนี้โดยมี Mindset ยังไง และมีระบบในการถืออย่างไรให้ได้ 10 เด้ง ไม่ใช่แค่หลับหูหลับตาถือ เพราะหุ้นในพอร์ตผมยังมีอีกหลายตัวมีที่โอกาสจะไปถึง 10 เด้ง และผมก็จะไม่หยุดแค่ 10 เด้งแน่นอน เป้าหมายผมคือ 100 เด้ง ผมเลยจำเป็นต้องมีแผนหรือระบบไว้รองรับการตัดสินใจของผมด้วย เนื้อหาบทความจะครอบคลุมทั้งวิธีมองหุ้น 10 เด้ง, Mindset ที่ผมใช้ถือยาว, และ ระบบการถือของผม อ่านจบจะเข้าใจเลยว่า หุ้น 10 เด้งไม่ได้เกิดจากโชค แต่เกิดจาก “ความเข้าใจ + ความอดทน + ระบบที่ดี” ใครอยากอ่านไปได้ที่นี่เลยครับ ผมเปิดให้อ่านฟรีเลย: tinyurl.com/4t4z88ea
3
527
861
71,633
ตอนนี้มีข่าว Government Shutdown โถมหนัก มันคืออะไร น่ากังวลต่อการลงทุนมั้ย? ผมจะสรุปให้ฟังครับ Government Shutdown ของสหรัฐฯ เกิดจากรัฐบาลไม่สามารถตกลงเรื่องงบประมาณได้ทันเส้นตาย → ทำให้หน่วยงานรัฐหลายแห่งต้องหยุดทำงานชั่วคราว พนักงานบางส่วนถูกพักงานแบบไม่ได้รับเงินเดือน มันคืออะไร? - งบประมาณหมดอายุ แต่สภาคองเกรสไม่สามารถผ่านร่างใหม่ได้ทัน - บริการที่ไม่จำเป็น (non-essential) ของรัฐจะถูกปิด ส่วนงานที่สำคัญ เช่น ทหาร ความมั่นคง ยังทำงานต่อ - เจ้าหน้าที่หลายแสนคนถูกพักงาน รัฐบาลหยุดจ่ายเงินบางส่วน กระทบต่อการลงทุนยังไง? 1. ตลาดการเงินผันผวน – นักลงทุนไม่ชอบความไม่แน่นอน มันทำให้เงินไหลไปสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ ซึ่งเมื่อคืนทองก็ทำ all-time high 2. ข้อมูลเศรษฐกิจหายไปชั่วคราว – การรายงานตัวเลขสำคัญ เช่น รายงานจ้างงาน (jobs report) อาจถูกเลื่อน ส่งผลให้ Fed ตัดสินใจยากขึ้นว่าจะลดดอกเบี้ยเมื่อไหร่ → ความไม่ชัดเจนทำให้ตลาดผันผวนมากขึ้น 3. Sentiment เชิงลบระยะสั้น – หุ้นโดยรวมอาจโดนกดดัน เพราะคนกลัวว่าความขัดแย้งทางการเมืองจะลากยาว 4. แต่ไม่ได้พังถาวร – ประวัติศาสตร์บอกไว้ชัดว่าทุกครั้งที่เกิด shutdown สุดท้ายสภาก็กลับมาบรรลุข้อตกลง และตลาดหุ้นส่วนใหญ่รีบาวด์ได้ในไม่กี่สัปดาห์ ภาพใหญ่สำหรับนักลงทุนอย่างเรา - Shutdown คือ noise ระยะสั้น มันสร้างความกลัว ความไม่แน่นอน แต่ไม่ได้ทำลายโครงสร้างของเมกะเทรนด์ หรือการเติบโตจริง ๆ ของบริษัทที่แข็งแรง ถ้ามองเป็น long-term investor มันอาจกลายเป็นโอกาสซื้อช่วง panic ของตลาดด้วยซ้ำ สรุปสั้นๆ คือ Shutdown = ความวุ่นวายทางการเมืองที่ทำให้ตลาดแกว่งแรงในระยะสั้น แต่ไม่ใช่จุดจบของ cycle การลงทุน สิ่งที่สำคัญกว่าคือ megatrend, earnings, และ fundamentals ของธุรกิจที่เราลงทุนอยู่
2
1,120
836
96,944
ถ้าอยากรู้ว่า “ใครคุมเกมพลังงานสะอาดของโลก” ดูรูปนี้แล้วจะเข้าใจเลยครับ จีนไม่ได้แค่ผลิตแผงโซลาร์เยอะ แต่ “คุมทั้ง Supply chain” ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ - Polysilicon: 79% - Wafer: 96% - Cell: 85% - Module: 75% พูดง่ายๆ คือโลกกำลังพึ่งพาจีนแทบทั้งหมดในการสร้างพลังงานสะอาด และนี่คือจุดที่ เมกาและยุโรป จะต้องเร่ง “แยก Supply chain” ออกมาให้ได้ ใครมองหาโอกาสลงทุนต่อจากนี้ ลองจับตา บริษัทในสาย Solar Materials, Equipment, และ Recycling เพราะถ้าโลกอยากลดการพึ่งจีน = เงินลงทุนกำลังไหลเข้าอุตสาหกรรมนี้แน่นอน
5
838
819
46,248
เริ่มจากวางแผนการเงินก่อนเลยครับ คือ 1. ออมเงิน และต้องมีเงินสำรองฉุกเฉิน 3-6 เดือนก่อน 2. ถ้าออมเงินจนมีเงินสำรองฉุกเฉินแล้ว หัก เงินจากรายได้มาออมเพื่อการลงทุนจะ 5% 10% หรือ 15-20% ก็ได้ เอาเท่าที่ไหวได้เลยครับ 3. ลองศึกษาพวกการลงทุนใน Index fund ดูครับ เช่น $SPY กับ $QQQ เป็นของอเมริกาครับ 4. ในช่วงแรก DCA index fund ไปเรื่อยๆก่อน ที่สำคัญเลยคือต้องมีวินัยครับ ตั้งเป้าหมายไว้เลยว่าจะลงทุนเดือนละเท่าไหร่ และต้องลงทุกเดือนไม่ว่าจะราคาไหน ลง index fund ไม่ต้องคิดมากครับ ระยะสำคัญมาก ถ้าทำได้ 10+ ปี เห็นผลแน่นอนครับ 5. ระหว่างที่ DCA index fund ก็ศึกษาหุ้นรายตัวไปด้วยก็ได้ ถ้าอยากให้พอร์ตโตเร็วขึ้น แต่ก็ต้องรับความเสี่ยงให้ได้ด้วย เริ่มจากหุ้น 7 นางฟ้าก็ได้ครับ ถือเป็นตัวเริ่มต้นได้ดี คร่าวๆก็ประมานนี้ครับ ส่วนหนังสือเริ่มจากการเงินพื้นฐานก่อนก็ได้ครับ อย่างพวก Money 101 (ปูพื้นฐานเรื่องเงิน) , Common sense investing (index fund โดยเฉพาะเลย, The intelligent investor (เล่มนี้ตำนานเลยครับ พื้นฐานการลงทุนแน่นๆ) หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ
Replying to @HyperSharkk
สวัสดีค่ะพอดีทักแชทไม่ได้แต่อยากปรึกษาค่ะถ้าอยากเริ่มลงทุนควรเริ่มศึกษายังไงบ้างคะ แล้วก็ถ้าแนะนำควรอ่านหนังสือเล่มไหนดีหรอคะ ขอบคุณค่ะ
1
580
761
90,476
คิดไม่ออกว่าจะซื้อหุ้นอะไรดี? เริ่มง่ายๆ ด้วย “Always pick the leader” คือ ซื้อหุ้นผู็นำของแต่ละอุตสาหกรรมไปเลย เพราะถ้าเลือกถูกฝั่งตั้งแต่ต้น คุณจะโตไปกับ Sector นั้นๆ ได้แบบไม่ต้องเดาทางตลอดเวลา หุ้นผู้นำจะยืนระยะได้ดีกว่าเสมอ เพราะ - แบรนด์ - โมเดลธุรกิจ - network effects = ชนะระยะยาว ถ้าไม่รู้จะเจาะหุ้นไหน ให้เริ่มศึกษาจากฝั่งที่ “เป็นผู้นำ” ก่อนแล้วค่อยลงลึก ไปหาหุ้นที่จะขึ้นมาท้าชิงส่วนแบ่งตลาด (มวยรอง เวลาโต จะโตแรง) โลกเปลี่ยนเร็วมาก แต่ผู้นำที่ใช่ จะพาเราไปได้ไกลเอง *ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน*
518
786
69,738
เป็นหุ้นที่จับตามาระยะนึงแล้ว คิดว่าช่วงสงครามราคาหุ้นร่วงแน่ๆ แต่ไม่ใช่กับ TMDX ตัวนี้แข็งจริงๆ หลายๆสำนักก็ให้ตัวนี้เป็นหุ้นเติบโตแข็งแกร่งในอนาคต เพราะอุตสาหกรรมนี้เขาเด่นจริง และยังไง Healthcare ก็เป็น Mega trend อยู่แล้ว
TransMedics Inc บริษัทที่ผลิตเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อขนส่งอวัยวะสำหรับการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะ เมื่อมีคนต้องการอวัยวะใหม่ เช่น หัวใจหรือปอด แพทย์สามารถใช้เทคโนโลยีของ TransMedics เพื่อรักษาอวัยวะให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ไม่ต่างจากการที่ยังอยู่ในร่างกายคน ในขณะที่กำลังถูกขนส่งจากผู้บริจาคไปยังผู้รับ
3
615
784
98,509
เป็นคนที่ชอบลงทุนกับบริษัทที่อยู่ในมุมมืดๆ แต่มีประโยชน์มากๆ ต่ออุสาหกรรม แบบนี้แหละ ถ้าเจาะลึกจริงๆ จะรู้เลยว่าบริษัทนี้สำคัญต่อ Data Centers จริงๆ การเติบโตของ Ai จะมีคอขวดอยู่ 2 อย่าง คือ ความเร็วในการส่งข้อมูล และ พลังงาน ซึ่ง $ALAB ทำเรื่องแรก และเป็น Partner กับ $NVDA
เป็นอีกหุ้นที่ถือมานานพอสมควร และวันนี้เลยจะมาเล่าให้ฟังว่า ทำไม Astera Labs $ALAB ถึงสำคัญต่อ Data Centers ในยุค Ai 🏭 Data Centers เจอ คอขวด นอกจากพลังงานแล้ว ก็จะมีการเชื่อมต่อที่เป็นคอขวดเช่นกัน คือ GPU/CPU/Memory คุยกันไม่ทัน workload AI ⚡ $ALAB เลยสร้าง Smart Connectivity (PCIe, CXL, Fabric Switches) แก้ปัญหานี้ได้อย่างตรงจุด 🔗 ผลิตภัณฑ์อย่าง Scorpio Smart Fabric Switch ช่วยเร่ง data flow ให้ AI cluster ทำงานได้เต็มกำลัง 🤝 ร่วมมือกับ $NVDA Blackwell + NVLink Fusion ทำให้ $ALAB เป็นส่วนนึงของ backbone ของ AI รุ่นใหม่ 🚀 ถ้าไม่มี $ALAB AI Data Center ก็คุยกันรู้เรื่องช้า ทำให้ทำงานไม่เต็มศักยภาพ ***ไม่ใช่คำแนะนำทางการลงทุน ควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน*** ส่วนใครที่อยากอ่านบทวิเคราะห์เกี่ยวกับ $ALAB เจอกันพรุ่งนี้ใน Ko-fi นะครับ
3
390
774
86,970
$NVDA ไม่ได้ขายแค่ “ชิป” อีกต่อไปแล้ว กำลังรวม “ทั้งอุตสาหกรรม” ให้รันบน Platform ของตัวเอง ดู Partner แล้วจะเห็นทิศทางโลกชัดขึ้นมากเลย - 6G / Network: $NOK, $TMUS, $CSCO → AI จะฝังในโครงสร้างอินเทอร์เน็ต - Quantum + GPU: $IONQ, $RGTI, $KEYS - Defense / Robotics / Healthcare: $LMT, $AMZN, $LLY → ตลาดใหญ่ + Barrier สูง + ได้เม็ดเงินระดับรัฐหนุน อย่ามอง NVDA ตัวเดียว → มอง “หุ้นรอบๆ” ใน Ecosystem ด้วย หุ้นที่ผมโฟกัสต่อคือ $PLTR, $CRWD, $SNOW, $IONQ, $RGTI, $LMT เกมนี้ไม่ใช่ใครชิปแรงกว่ากันแล้ว แต่คือใครคนที่ “สร้างโลกที่ทุกคนต้องเข้ามาอยู่รวมกันในนั้น” และตอนนี้ NVIDIA กำลังทำแบบนั้นอยู่...
2
695
793
41,002
15 Mindset การลงทุนหุ้น ที่อาจจะช่วยให้เข้าใจตลาดมากขึ้น 1. ในตลาดนี้ ข้อมูลมีเป็นล้าน แต่คนที่ตีความได้จริงมีน้อย 2. อย่าถามว่าหุ้นจะขึ้นเมื่อไหร่ ถามว่า ธุรกิจมันโตจริงไหม 3. หุ้นเมกาไม่ได้ให้รางวัลคนที่ฉลาดที่สุด แต่ให้รางวัลคนที่ อ่านอนาคตได้เก่งที่สุด 4. เวลาหุ้นลง คนอ่อนแอถาม “ขายดีมั้ย” คนแข็งแรงถาม Thesis ยังดีอยู่ไหม และมองหาโอกาส 5. หุ้น 10 เด้ง จะดู แพงเสมอ ก่อนที่มันจะกลายเป็น 10 เด้ง 6. ถ้าธุรกิจโต 30-50%/ปี ตลาดยอมจ่ายแพงเสมอ 7. ไม่ต้องหาจุดซื้อที่สวยที่สุด หาจุดที่ เราเข้าใจที่สุด 8. ส่วนใหญ่แพ้เพราะ กลัว ไม่ใช่เพราะเลือกหุ้นผิด 9. เวลา คือ เพื่อนข้างกายที่ดีที่สุด อยู่ในตลาดให้ได้นานที่สุด 10.การถือ สำคัญกว่าการซื้อ เสมอ 11.Mega Trend ใช้เวลาเป็นปี ไม่ใช่ 3 วัน 12.หุ้นดีจริงจะ “บังคับให้คุณถือ” เพราะคุณรู้ว่ามันโคตรโต 13.ความมั่นคงในพอร์ตไม่ได้มาจากหุ้นที่นิ่ง แต่มาจากหุ้นที่ เรามั่นใจในทิศทาง 14.ราคาโกหกได้ในระยะสั้น แต่ งบการเงินโกหกไม่ได้ 15.คนที่ชนะในตลาดนี้ไม่ใช่คนที่คิดเยอะสุด แต่คือคนที่ เชื่อสิ่งที่ตัวเองเข้าใจ และ “ไม่หลุดโฟกัส” คุณไม่ได้มาเพื่อ “ซื้อถูก-ขายแพง” คุณมาเพื่อ ถือบริษัทที่จะใหญ่กว่าเดิม 10 เท่า และยอมทนในวันที่ทุกคนยังไม่เห็นในสิ่งที่คุณเห็น
1
476
774
58,436
ถ้าอยากหาหุ้น 10 เด้ง หรือ 100 เด้ง ให้เจอ Skill อย่างนึงที่ต้องมีเลยคือ Skill ที่เรียกว่า “Connect the dots ทำไมมันสำคัญขนาดนั้น? - หุ้นเล็กๆ ในวันนี้จะโตได้ ก็เพราะมันอยู่ใน “สนามที่ใช่” (Megatrend) - แต่ Megatrend ไม่ได้ชัดเจนจากข่าวข่าวเดียว มันซ่อนอยู่ตามเศษข้อมูลเล็กๆ หลายๆ จุด เราต้อง “เชื่อมจุดเล็กๆ พวกนั้นเข้าด้วยกัน” - ใครทำได้ก่อน = เห็นภาพอนาคตก่อนตลาด ตัวอย่างง่ายๆ เลยคือ - ข่าว AI จะทำให้เห็นความต้องการ Data Center, Cooling, Networking แล้วก็จะเจอ หุ้นอย่าง $ALAB, $INDI, $EOSE - ข่าว SpaceX → จรวด, แต่ถ้ามองต่อ → ดาวเทียม, สื่อสาร ก็จะเจอหุ้นอย่าง $RKLB, $ASTS - ข่าว Healthcare → ยา, แต่ถ้ามองต่อ → Longevity, Organ transplant ก็จะเจอหุ้นอย่าง $TMDX, $KRYS Framework ที่ผมใช้ในการ Connect the dots 1. Spot the trend → เริ่มจากข่าวเล็กๆ / เทคโนโลยีใหม่ๆ / Regulation ที่รัฐบาลออก 2. ส่อง Value chain → ใครอยู่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ 3. Find leverage points → จุดไหนใน chain ที่เล็กแต่สำคัญ (เช่น Chip, Software, Infra) 4. Link to TAM & adoption curve → ตลาดใหญ่พอมั้ย? เวลาโตจะเร็วแค่ไหน? 6. Personal filter → เราเชื่อ/เข้าใจอุตสาหกรรมนี้จริงๆ ไหม? คนที่ลงทุนแล้วได้หุ้นหลายๆ เด้ง ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่มันคือการ “มองเห็นอนาคตก่อนคนอื่น” และ Skill ที่จะทำให้เราทำแบบนั้นได้ คือ “Connect the dots”
11
470
760
42,436
โชคดีมากที่ได้อ่านเธรดนี้ ขอบคุณต้นทางด้วยครับ แต่แชร์ความรู้ดีๆแบบนี้ 🙏🏻 หมายตาไว้ 1 ตัวได้เลย กินส่วนแบ่งตลาดทั้ง กลางน้ำและปลายน้ำ ใบ้ๆว่า อันดับ 1 ของโลก
ถ้า AI จะเปลี่ยนโลก เราจะวางเงินลงทุนไว้ที่ไหนดี? ต้นน้ำ กลางน้ำ หรือ ปลายน้ำ 🧵 . . . #PlatformShift เมื่อย้อนดูอดีต เกิดอะไรขึ้นบ้าง ช่วงที่เกิดการ “เปลี่ยนยุค”?
4
620
753
101,810
ยังไงพลังงานก็เป็นคอขวดของ Ai แน่ๆ ในสักวัน ไม่ช้าก็เร็ว เพราะ AI ต้องใช้ไฟมหาศาล ทั้งฝึกโมเดล รันโมเดล พลังงานสะอาดแบบเสถียร เลยสำคัญที่สุด และนิวเคลียร์คือ 1 ในทางเลือกนั้น และหุ้นกลุ่มพลังงานที่น่าจับตา - $CEG $LEU – พลังงานนิวเคลียร์แบบเดิม - $SMR $OKLO – พลังงานนิวเคลียร์แบบใหม่ (SMRs) - $CCJ – ยูเรเนียม
2
544
789
61,360
และนี่คือ 25 บริษัทยักษ์ใหญ่…ที่สร้างโลกเทคโนโลยี ทุกครั้งที่เราพูดถึง "เซมิคอนดักเตอร์" หรือ "ชิป" หลายคนอาจนึกถึงแค่ชื่อ NVIDIA, TSMC หรือ Intel แต่จริงๆ แล้ว…อุตสาหกรรมนี้มันใหญ่ และซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะมันคือ “ระบบนิเวศ” ที่มีคนคิด–คนผลิต–คนทำเครื่อง–คนจัดเก็บ–คนเชื่อมโยง ทุกตัวแปรต้องเดินไปพร้อมกันถึงจะเกิด “ปาฏิหาริย์ทางเทคโนโลยี” โพสต์นี้ผมจะพาไปรู้จัก 25 บริษัท ที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีที่คุณใช้ทุกวัน 👇 🎯1. กลุ่มออกแบบชิป (Chip Designers) นี่คือคนวางแผน คิดฟีเจอร์ คิดความสามารถใหม่ของชิป แต่ไม่ได้ผลิตเอง NVIDIA $NVDA: ราชาแห่ง AI AMD $AMD: คู่แข่งสายบู๊ Qualcomm $QCOM: เจ้าพ่อ Snapdragon Broadcom $AVGO: เบื้องหลัง WiFi, Bluetooth ARM $ARM: เจ้าของสถาปัตยกรรมชิปพลังงานต่ำ Marvell $MRVL: ทำชิปโครงสร้างพื้นฐาน Analog Devices $ADI: เชี่ยวชาญแปลงสัญญาณ ON Semiconductor $ON: ชิปพลังงาน–รถ EV Allegro $ALAB: ชิปเชื่อมต่อ PCIe สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ 🏭2. กลุ่มโรงงานผลิตชิป (Foundries) รับแบบจากฝั่งนักออกแบบ แล้วผลิตของจริงออกมา TSMC $TSM: โหดสุดในวงการ ผลิตชิประดับ 3nm Intel $INTC: เคยเป็นเบอร์หนึ่ง ตอนนี้กำลังเร่งกลับเข้าสู่ยุค AI 🔧3. กลุ่มเครื่องจักร & ซอฟต์แวร์ คือคนที่ทำ “อุปกรณ์” ให้ฝั่งโรงงานใช้ ถ้าไม่มีคนกลุ่มนี้…การผลิตจะหยุดทันที ASML $ASML: ผูกขาดเครื่อง EUV ทั่วโลก Applied Materials $AMAT: เครื่องฝัง–สลักวัสดุ KLA $KLAC: ตรวจคุณภาพเวเฟอร์ Synopsys $SNPS: ซอฟต์แวร์ออกแบบชิป Cadence $CDNS: จำลองระบบดิจิทัลแบบละเอียดสุดๆ 💾4. กลุ่มหน่วยความจำ ชิปอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีพื้นที่เก็บข้อมูลด้วย Micron $MU: ผู้ผลิตแรม HBM สำหรับ AI Western Digital $WDC: เก็บข้อมูลให้โลกนี้วิ่ง 🖥️5. กลุ่มเซิร์ฟเวอร์ & โครงสร้างพื้นฐาน พอได้ชิป–ได้ข้อมูลแล้ว ต้องมี “บ้าน” ให้อยู่ Dell $DELL: เซิร์ฟเวอร์ PowerEdge HPE $HPE: เชี่ยวชาญ HPC ระดับสูง Super Micro $SMCI: สั่งประกอบเซิร์ฟเวอร์ได้ตามใจ 🌐6. กลุ่มเครือข่าย & การเชื่อมต่อ เชื่อมทุกสิ่งเข้าด้วยกัน ทำให้ระบบ “วิ่งได้จริง” Arista $ANET: ระบบเครือข่าย 400G Texas Instruments $TXN: ชิป Analog ฝังตัวในทุกระบบ ☁️7. กลุ่มคลาวด์บริการ AI สุดท้าย…ต้องมีคนให้เช่าใช้ GPU และพลังประมวลผล oreWeave $CRWV: เชื่อม NVIDIA ↔ นักพัฒนา Nebius $NBIS: คลาวด์สำหรับเทรนโมเดล AI โดยเฉพาะ 🧠สรุปแบบไม่ต้องจำชื่อก็ได้…แต่จำภาพนี้ไว้ บริษัทออกแบบ = สมอง โรงงานผลิต = มือ เครื่องจักร = เครื่องมือ โครงสร้างพื้นฐาน = พื้นฐานบ้านที่ชิปจะได้อยู่ คลาวด์ = โลกที่เปิดให้ชิปเหล่านี้ได้ “วิ่ง” จริง นี่แหละครับคือเหตุผลที่ เซมิคอนดักเตอร์ไม่ใช่อุตสาหกรรมธรรมดา แต่มันคือ "ระบบนิเวศของอนาคตโลกเทคโนโลยี" ใครกำลังหาจุดลงทุนระยะยาวแบบเข้าใจภาพใหญ่จริงๆ อย่ามองแค่ปลายทางอย่าง AI ลองมองดู “รากฐานของมัน” ด้วยครับ เพราะเมื่อโลกต้องการ AI มากขึ้น “โลกก็ต้องการชิปมากขึ้น” เหมือนกัน
มาทำความเข้าใจ Value Chain ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อยากเข้าใจ “อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์” แบบไม่ปวดหัว? โพสต์นี้ผมเล่าให้ฟังแบบง่ายๆ ว่าใครทำอะไรในวงการนี้… และทำไมมันสำคัญขนาดที่สหรัฐ–จีนต้องแย่งกันเอาให้ได้ 👇 เซมิคอนดักเตอร์คืออะไร? คือ “สมอง” ของทุกเทคโนโลยี มือถือ คอม รถยนต์ ยัน AI ที่คุณใช้อยู่ทุกวัน เบื้องหลังทั้งหมดคือ "ชิป" และกว่าจะได้ 1 ตัว ต้องผ่าน 4 ขั้นตอนใหญ่ๆ ที่เรียกกันว่า Value Chain ของอุตสาหกรรมนี้ 1. ออกแบบชิป (Fabless) บริษัท: NVIDIA / AMD / Apple / Qualcomm พวกนี้คือคน “วาดแบบ” ชิป คิดว่าชิปจะทำอะไร ฟีเจอร์เป็นยังไง แต่ไม่ผลิตเอง → เหมือนสถาปนิกออกแบบบ้าน 2. ผลิตชิป (Foundries) บริษัท: TSMC / Samsung / GlobalFoundries คนกลุ่มนี้คือ “โรงงานผลิตชิป” รับแบบจากกลุ่มแรก แล้วผลิตตามนั้น → เหมือนช่างก่อสร้างบ้านตามแบบ 3. เครื่องจักร & วัตถุดิบ (Tools & Materials) บริษัท: ASML / Applied Materials / KLA คือบริษัทที่ขาย “เครื่องจักรระดับเทพ” ซัพพลายวัสดุ เช่น แผ่นซิลิคอน เคมี ก๊าซพิเศษ → เหมือนขายปูน–เหล็ก–ค้อนระดับโลก 4. ประกอบและทดสอบ (Assembly & Test) บริษัท: ASE / Amkor / JCET ชิปที่ผลิตมา จะต้องผ่านการบรรจุ ทดสอบ ให้ใช้งานได้จริงก่อนส่งให้ลูกค้า → เหมือนบ้านเสร็จแล้ว ตรวจ QA ก่อนเข้าอยู่ บริษัทเด็ดๆ ในแต่ละจุด NVIDIA: ราชาแห่ง GPU และ AI AMD: คู่แข่งสายลุย TSMC: ผู้ผลิตชิป 3nm ที่แม้แต่ Apple ก็ต้องง้อ ASML: ผูกขาดเครื่อง EUV ทั่วโลก Synopsys / Cadence: ซอฟต์แวร์ออกแบบชิประดับโลก แล้วทำไมถึง “ต้องสนใจ” อุตสาหกรรมนี้? เพราะไม่มีชิป = ไม่มีเทคโนโลยี และตอนนี้ “ทุกอย่าง” ต้องการความเร็วในการประมวลผล AI จะไปได้ไกลแค่ไหน…ขึ้นอยู่กับชิป รถยนต์ไร้คนขับจะปลอดภัยแค่ไหน…ขึ้นอยู่กับชิป มือถือจะเร็วขนาดไหน…ชิปอีกนั่นแหละ สรุปสุดท้าย เซมิคอนดักเตอร์ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรม แต่มันคือ “ระบบนิเวศ” ที่ซับซ้อน แต่พึ่งพากัน และใครควบคุมชิ้นส่วนพวกนี้ได้…คือคนที่ถือกุญแจของเทคโนโลยีทั้งโลก
677
741
69,113
หุ้นเล็กลงกันหมด แต่หุ้น 7 นางฟ้าบวกกันส่วนมาก แสดงว่าคนเริ่มโยกเงินจากหุ้นเล็กมาลงทุนในกลุ่มใหญ่กันมากขึ้น เพราะปลอดภัยกว่า แข็งแกร่งกว่า ถ้าตลาดผันผวนขึ้นมามากๆ หุ้นเล็กจะกระชากแรงกว่าหุ้นใหญ่ ตอนนี้คนเริ่ม Take profits หุ้นเล็กกันแล้ว แต่ยังไม่เทขายแรงมาก ในเมื่อทุกคนกำไร แล้วใครขาดทุน?
5
519
727
46,618
ถ้ารู้ว่าเทรนด์ไหนจะมาก่อนมาหลัง ก็พอจะทำให้เลือกลงทุนได้ง่ายขึ้น และอาจจะไวกว่าคนอื่นๆในตลาด อย่าง... ตอนนี้เทรนด์ที่กำลังเกิดอยู่ (รู้ให้ลึก รีบศึกษา) - AI Infrastructure – Data center, GPU, Networking, Energy - Full Self Driving (EV, Battery, Charging) - Cybersecurity - Healthcare (Telehealth, Longevity) - Digital Asset (Crypto, NFTs, Blockchain, Metaverse) อนาคตอันใกล้นี้ - Space Economy (Rocket, Foundation, Communications) - Genomic - Quantum (Computing) และอนาคตที่รอนานหน่อย - Nuclear (Micro reactor) - Aircraft (eVTOLs, Drone) - Robotics (Humanoid) - Wearable (Neural, Smart devices) ถ้ารู้คร่าวๆ แบบนี้แล้วจะรู้เลยว่าควรให้ความสำคัญกับการลงทุนใน Sector ไหนก่อนหลัง อันไหนรอได้รอไม่ได้ ที่สำคัญคือ ซื้อก่อนไม่ได้การันตีว่าจะชนะคนซื้อหลัง แต่อยู่ที่กล้าที่จะถือนานพอรึเปล่า?
5
482
699
82,770
Hidden Megatrends ที่คนมองข้าม แต่ผมคิดว่าจะมาแรงใน 5–10 ปีข้างหน้า 1. เวลาพูดถึง “อนาคต” คนชอบนึกถึง AI, EV, Clean Energy แต่จริงๆ ยังมีอีกหลายเมกะเทรนด์ที่เงียบๆ ที่กำลังจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลก 2. Water Infrastructure AI + Data Center ใช้น้ำมหาศาลเพื่อระบบ cooling Climate change ทำให้ “น้ำสะอาด” กำลังจะขาดแคลน ใครที่ทำระบบน้ำ, Desalination, Recycling = future infra ที่ขาดไม่ได้ 3. Food & AgriTech โลกต้องการอาหารมากขึ้น แต่ทรัพยากรไม่พอ Vertical farming, Alternative protein, Smart agri → โตยาว Food security กำลังกลายเป็นวาระแห่งชาติ 4. Cybersecurity 2.0 Quantum computer จะทำลายการเข้ารหัสปัจจุบัน → ต้องมี Quantum-safe security รวมถึง Bio-Security ป้องกันภัยชีวภาพยุคใหม่ 5. Advanced Materials ทุกเมกะเทรนด์ (EV, AI, Space) ต้องใช้วัสดุใหม่ GaN, SiC, Graphene, Rare earths = supply chain ลับที่กำหนดอนาคต 6. Longevity & Aging Economy โลกเข้าสู่สังคมสูงวัย → demand healthcare & anti-aging พุ่ง จาก “รักษา” → สู่ “ยืดอายุ” + “คุณภาพชีวิต” ตลาดนี้ใหญ่มาก แต่ยังไม่มีใคร hype สรุป คนแห่ไป AI, EV, Clean energy แต่ Hidden megatrends อย่าง น้ำ, อาหาร, Cybersecurity 2.0, วัสดุใหม่ๆ, Longevity คือ infra เงียบๆ ที่จะกำหนดโลกในอีก 5–10 ปีข้างหน้า ปล. สำหรับสมาชิกเจอกันใน Ko-fi ครับ ผมจะเล่าให้ฟังเน้นๆ พร้อมไอเดียหุ้นในแต่ละเทรนด์ แล้วเจอกันครับ 🦾
2
579
673
81,011
คืนนี้ผมจะมานั่งสรุป “Watchlist” ของตัวเอง ว่ามีหุ้นตัวไหนบ้างที่กำลังจับตาอยู่ แต่ละตัวผมจะเล่าให้ครบว่า… - ทำไมถึงเลือกตัวนี้เข้ามาอยู่ในลิสต์นี้ - ธุรกิจจริงๆ ทำอะไร - หาเงินยังไง - ใครคือลูกค้า - โอกาสการเติบโตในอนาคตจะไปได้ไกลแค่ไหน - และเข้ามาแก้ “คอขวด” อะไรให้กับอุตสาหกรรมบ้าง บอกเลยว่ามีเยอะกว่าที่เคยโพสไปอีก พอร์ตหุ้นก็แทบจะแน่นแล้ว แต่ยังมี Watchlist มาเพิ่มอีกเพียบ… 🤣 ใครกำลังหามุมมองใหม่ๆ อาจได้ไอเดียไปต่อยอดกันนะครับ! 🚀 แล้วเจอกันใน Ko-fi ครับ
แชร์หุ้นใน Watchlist ของผมตอนนี้... $RBRK - Rubrik Inc. $VST - Vistra Corp. $VRT - Vertiv Holding $IREN - IREN Limited Ordinary $CIFR - Cipher Mining Inc. $ANET - Arista Network $NET - Cloudflare Inc. $RR - Richtech Robotics Inc. ยังอยู่ในช่วงศึกษาอย่างหนักเพื่อจะเปิด position สำหรับผม ช่วงนี้ตลาดขึ้นมาเยอะ ก็ทำการบ้านรอตลาดย่อแล้วค่อยเข้าตอนนั้นก็ยังทัน
1
332
669
101,945
ช่วงนี้ตลาดหุ้นดี มีแต่ขึ้น ซื้ออะไรก็ขึ้น แต่อย่าลืมว่า มีขึ้นก็มีลงนะครับ เรามองกันยาวๆ ดีกว่าครับ ผมลงทุนมา 6 ปี ปีนี้เข้าปีที่ 7 แล้ว (พอร์ต Dime อายุ 2 ปีนิดๆ) เจอตลาดขาลงมาหลายรอบ บอกเลยว่า มันส์ทุกรอบ และก็จะเห็นบรรดาคนที่แห่เข้ามาลงทุนเพราะ FOMO ล้มหายตายจากกันไปเยอะ บางคนกลัวการลงทุนไปเลย ช่วงตบาดขาลงมาหนักๆ จะเป็นช่วงที่วัดว่าแผนที่วางไว้มันได้ผลมั้ย ช่วงตลาดขาขึ้นซื้ออะไรมันก็รวยหมดแหละครับ แต่อย่าพึ่งคิดว่าตัวเองเก่ง (ผมเองก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่ง เลยยังต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดๆ) ช่วงตลาดขาลงใครวางแผนดีกว่า มีหุ้น Defensive ไว้พะยุงพอร์ตจะสบายใจกว่า อย่างพอร์ตผมเอง บวกแรงก็จริง แต่ช่วงตลาดลง ก็ลงหนักเหมือนกัน แต่ผมใช้กลยุทธ์ซื้อเพิ่ม และช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่ผมมีการเก็บเงินในช่วงขาขึ้นไว้เยอะๆ เพื่อซื้อหนักๆ ในช่วงตลาดลงด้วย และกลยุทธ์ที่ยืนยันว่าเอาตัวรอดจากตลาดได้จริง คือการ DCA ครับ มีวินัย ไม่หวั่นไหวกับ noise ระยะสั้น ดีที่สุด DCA 10 ปี ในหุ้นที่ดี ยังไงก็มั่งคั่งขึ้น ไม่มากก็น้อยแน่นอนครับ
และใช่ครับ นี่คือหน้าตาพอร์ตตอนนี้... คือ ถ้ามั่นใจว่าศึกษามาดีแล้ว การถือยาวจะลดความผันผวนระยะสั้นลงได้ครับ แต่ถ้ายังไม่มั่นใจว่าศึกษามาดีหรือยัง ยังไม่รู้ทุกๆมิติของบริษัท ผมมี Checklist คำถามที่ควรถามตัวเองเวลาวิเคราะห์หุ้นว่าเข้าใจบริษัทจริงมั้ย? Checklist👇🏻 คำถามที่ผมใช้เวลาวิเคราะห์ ตลาด/หุ้น จะมีประมานนี้ครับ ถ้าตอบได้ตามนี้ก็ถือว่า Reseach ค่อนข้างครบแล้ว ผมจะมั่นใจและถือยาวๆ ยกตัวอย่างตลาด Robotics - ตลาด Robotic ใหญ่แค่ไหน ใครคือผู้เล่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้บ้าง - หน้าตา Value Chain เป็นไง ใครตือ ต้น-กลาง-ปลายน้ำ - Catalyst ที่จะเร่งให้เทรนด์นี้เกิดขึ้นจริง มีอะไรบ้าง - แนวโน้วที่จะเกิดขึ้นอะไรจะมาก่อน หุ่นยนต์ในโรงงาน หรือในบ้าน หรืออะไร - ใครจะได้ประโยชน์สูงสุด อย่างเช่น เทรนด์ AI ที่ Nvidia ที่ได้ประโยชน์มากสุด จากการขาย GPU ประมวลผล - ความเสี่ยงของอุตสาหกรรมนี้ ถ้ามันไม่เกิดขึ้น เราจะดมกลิ่นจากอะไร จะได้รู้ก่อนชาวบ้าน เช่น ยอดผลิต/ยอดขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เป็นต้น - สรุปแล้วอุตสาหกรรมนี้น่าลงทุนมากน้อยแค่ไหน - แล้วการลงทุนในเทรนด์นี้เหมาะกับเรามั้ย - อยากลงทุนต้องมอง ต้องติดตาม อะไรบ้าง ตัวอย่างบริษัท - Business Model เป็นยังไง หาเงินยังไง? - ลูกค้าคือใคร ศักยภาพของลูกค้าสูงมั้ย? - คู่แข่งคือใคร มีจุดแข็งที่จะแย่งส่วนแบ่งตลาดได้มั้ย? - Founder ยังบริหารอยู่มั้ย เจ้าของกับ CEO ที่ถูกจ้างมาบริหาร Vision ก็ต่างกัน - การเงินเป็นไง (ผมลงทุนกับหุ้นที่ค่อนข้างจะขาดทุน จะไม่ค่อยดูว่าวบการเงินดีมั้ย แต่จะดูการใช้เงินของบริษัท ว่าเกิดประโยชน์ต่อการเติบโตในอนาคตมั้ย) - สิ่งที่บริษัททำเกาะไปกับเมกะเทรนด์ไหน การที่ทำธุรกิจล้อไปกับเทรนด์จะดันบริษัทไปได้ไกล
6
513
657
102,001
เวลาตลาดลงเป็นสิ่งที่คนกลัวกันมาก เพราะกลัวว่าตลาดจะลงอีก ต้องรีบขายออกก่อน แต่ความเป็นจริงแล้วมันคือช่วงที่เราควรจะซื้อที่สุด เพราะ? ช่วงที่หุ้นตกกันเยอะๆ มันไม่ได้เป็นเพราะบริษัทไม่ดี แต่มันเป็นเพราะตลาดมันพาให้หุ้นลง ถ้าซื้อในช่วงนี้ก็จะได้ของดีในราคาถูก อย่างที่ปู่ Warren Buffett บอกว่า "จงกล้าตอนที่คนอื่นกลัว และกลัวตอนที่คนอื่นกล้า" เราไม่จำเป็นต้องขายออกตอนที่ตลาดขึ้นแรงๆ ในช่วง Extreme Greed ก็ได้ แต่ต้องทับมือ + เก็บตังไว้บ้าง ไว้ซื้อในช่วงตลาดปรับฐานหนักๆ (ทุกอย่างมีขึ้นก็มีลง...)
It’s really not that complicated
2
599
855
137,822
เผื่อใครเบื่อหุ้นเทค อยากกระจายความเสี่ยง นี่คือ 10 หุ้น Non-tech ที่โตได้ตาม Megatrend ถ้าไม่อยากวิ่งไล่หุ้น AI มาดูหุ้นพวกนี้ครับ 1. $STRL – สร้างถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด 2. $TMDX – เทคโนโลยีขนส่งอวัยวะแบบมีชีวิตสำหรับการปลูกถ่าย 3. $CORT – เมล็ดพันธุ์และเทคโนโลยีเกษตรเพื่อความมั่นคงทางอาหาร 4. $CAT – ผู้นำด้านเครื่องจักรก่อสร้างทั่วโลก 5. $XPO – โลจิสติกส์ขนส่งข้ามเมืองโตตาม e-commerce 6. $MNST – เครื่องดื่มชูกำลัง ที่กำไรสูงและขยายตลาดต่อเนื่อง 7. $ADM – ยักษ์ใหญ่ด้านอาหาร เชื้อเพลิงชีวภาพ และการเกษตร 8. $SYK – อุปกรณ์การแพทย์และผ่าตัดสำหรับผู้สูงอายุ 9. $BHP – เหมืองทองแดง ลิเทียม เหล็ก สำหรับโครงสร้างโลกยุคใหม่ 10. $NEE – ผู้นำพลังงาน แสงอาทิตย์ ลม รายใหญ่ที่สุดในสหรัฐ โลกหมุนไปข้างหน้า ไม่ต้องมี tech ก็โตได้ (แต่อาจไม่แรงเท่าเทค) แค่เลือกหุ้นให้ตรง เทรนด์ = ชนะตลาดในระยะยาว
2
432
660
41,032
ตอนนี้เราคงจะเห็นแล้วว่า $GOOGL ไม่ได้สู้ด้วย “โมเดลเก่งแค่ไหน” แต่สู้ด้วย การคุมทั้งห่วงโซ่ AI (ถูกมองข้ามมาตั้งแต่ เพราะคนให้ค่าว่าโมเดลไม่เก่ง) แต่จริงๆ แล้ว วางแผนคลุมทั้งตลาดไว้เอง ตั้งแต่ TPU → Cloud → Gemini → Search / YouTube / Android นี่คือบริษัทเดียวที่ ไม่ต้องง้อใคร และมี User เป็นพันล้าน “ตั้งแต่ตื่นยันนอน” เกมนี้ $GOOGL ไม่ได้เล่นให้ชนะ แต่เล่นให้ คนอื่นแพ้เอง คมจ๊าดดดดด 🤣
$GOOGL ตอนนี้เป็นหนึ่งในหุ้นที่ “โดนมองข้าม” ที่สุดในกลุ่ม 7นางฟ้า ถึงจะมีธุรกิจที่แข็งแรงและรายได้ที่มั่นคงระดับโลกก็ตาม เพราะธุรกิจที่ทำไม่ sexy พอให้นักลงทุนสนใจหรอ? ทำไมถึงมองข้ามบริษัทที่มั่นคงขนาดนี้ไปได้ ผมไม่เข้าใจ $GOOGL เป็นบริษัทที่… - Google Search ยังเป็นตู้ ATM ผลิตเงินที่ไม่มีใครล้มได้ - YouTube กลืนโลก วัยรุ่นแทบไม่ดูทีวีแล้ว - Android ระบบปฏิบัติการที่คนใช้เยอะสุดในโลก - Google Cloud โต + เริ่มทำกำไรแล้ว - Gemini กำลังบุกทุก ecosystem ทั้ง Android, Chrome, Workspace - มีเงินสดในมือ $100B+ - ลงทุนใน AI, Quantum, Health แบบลึกมาก (Deep Bets) หุ้นยังไม่ ATH แบบพวก $META, $MSFT, $NVDA แต่นี่แหละ “Value Play” ในร่าง “Growth Stock” วันนึงทุกคนจะมอง $GOOGL เป็นสัตว์ประหลาดแน่ๆ
5
581
675
82,590
ผมหาหุ้นยังไง? ทำไมได้ผลตอบแทนหลัก 1000% มีหลายคนถามผมว่าผมหาหุ้นยังไง ทำไมถึงเจอหุ้นตัวนั้นตัวนี้ วันนี้ผมเลยจะมาบอกวิธีที่ผมใช้ในการหาหุ้น คัดหุ้น วิเคราะห์พื้นฐานหุ้น ไปจนถึง Checklist ที่ผมใช้ก่อนตัดสินใจซื้อหุ้น และหลักการซื้อ-ขาย ผมเขียนบทความไว้ใน Ko-fi ให้แล้ว เข้าไปอ่านเต็มๆ ได้เลยที่นี้ครับ tinyurl.com/4rpaumr9
13
320
625
31,902
การลงทุน $100 (3,696 บาท) ต่อเดือน ตั้งแต่อายุ 25 ปี ที่อัตราผลตอบแทน 10% ต่อปี เงินของคุณจะเติบโตเป็น $1,500,000 (5,535,000 บาท) ในวันที่คุณอายุ 75 ปี ใน 20 ปีแรก คุณจะได้เงินที่มาจากดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นของคุณที่ลงทุนไปอีก (นี่แหละพลังของดอกเบี้ยทบต้น) ถือว่าเป็นการวางแผนเกษียนที่ดี แต่ถ้าอยากเกษียนไวกว่านี้ก็ต้องเริ่มลงทุนให้เร็ว ไม่ก็สร้างผลตอบแทนให้ได้มากกว่า 10% ต่อปี (อันนี้อาจจะกดดันเกินไป ใครไหวก็ลองดูครับ)
3
507
615
72,349
ผมอยากสร้างห้อง Discord ไว้เผื่อจะได้เข้ามาพูดคุยกัน แชร์ประสบการณ์การลงทุน ข่าวสารการลงทุน หรือเรื่องอะไรก็ได้เลยครับ แต่จะเน้นเรื่องการเงินและการลงทุนหน่อย มีใครสนใจอยากเข้าร่วมด้วยมั้ยครับ ย้ำว่าตอนนี้ฟรีครับ อยากหาเพื่อนร่วมลงทุนมาคุยกันครับ ☺️
327
312
611
69,035
ฤดูกาลแห่งการประกาศไตรมาสนี่แหละ คือตัวกำหนดเลยว่าตลาดขึ้นต่อหรือลงปรับฐาน...
2
515
602
237,870
คนส่วนใหญ่ไม่ได้จน เพราะหาเงินไม่เก่ง แต่เพราะ “ไม่รู้วิธีเก็บเงินให้โต” ลองคิดดีๆ คุณหาเงินมาเท่าไหร่ในชีวิตแล้ว? แล้วตอนนี้เหลืออยู่เท่าไหร่? ความจริงที่คนไม่ค่อยพูด: - รายได้มาก ไม่ได้แปลว่ารวย ถ้า “วิธีจัดการเงิน” ยังไม่ดีพอ - คนหาเงินเดือนละแสน แต่ใช้เดือนละแสน ก็ไม่ต่างจากคนเงินเดือนหมื่น - การลงทุนไม่ใช่เรื่องของคนรวย มันคือวิธี หนีความจน แบบฉลาด - แค่เก็บเงินอย่างเดียว = เสี่ยงแพ้เงินเฟ้อเงียบๆ ทุกปี - คนกลัวขาดทุน แต่จริงๆ แล้ว “ไม่ลงทุน” คือขาดทุนที่ชัวร์ที่สุด แล้วต้องเริ่มยังไง? - เริ่มจากเก็บก่อนใช้ (ไม่ใช่ใช้ก่อนเก็บ) - ศึกษาการลงทุนพื้นฐาน: หุ้น, กองทุนดัชนี หรือสิทรัพย์อื่นๆ ที่สนใจ - อย่ารอให้รวยก่อนถึงจะลงทุน เพราะ “การลงทุน” นี่แหละที่จะทำให้รวย - ตั้งเป้าหมายให้ชัด: จะเก็บเงินไปทำอะไร แล้วเลือกเครื่องมือที่เหมาะ - ที่สำคัญเลยคือ ต้องลงทุนใน “ตัวเอง” ให้เก่งขึ้น หาเงินเก่งขึ้น คิดเป็นมากขึ้น อย่าให้คำว่า “ไม่มีเวลา ไม่มีเงิน ไม่มีความรู้” กลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้คุณอยู่ที่เดิมไปทั้งชีวิต
414
577
24,630
"คอขวด" ของอุตสาหกรรม EV วันนี้ คือ - แบตเตอรี่ ต้นทุนยังสูง → ~30-40% ของราคารถ เทคโนโลยียังมีข้อจำกัด → lithium-ion แพง, sodium-ion energy density ต่ำ, solid-state ยังไม่พร้อม mass scale แต่ถ้าเกิดขึ้นจริง อันนี้น่าจับตา อาจเกิดการปัฎิวัติอุตสาหกรรม EV เลย - โครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า ที่ชาร์จไม่พอ → urban / highway Grid ไฟฟ้าไม่พร้อม → EV + Data center + AI demand รวมกันคือระเบิดเวลา - Supply Chain & Materials ลิเทียม, โคบอลต์, นิกเกิล อยู่ในมือไม่กี่ประเทศ (จีนคุมแร่ + battery refining) มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์สูงมาก - เวลาชาร์จ และ ความสะดวกของผู้ใช้ ผู้ใช้ยังเปรียบเทียบกับการ “เติมน้ำมัน 5 นาที” อย่างเห็นได้ชัด Fast charge ช่วยให้ปัญหานี้ดีขึ้น แต่ก็ต้องแก้เรื่อง ความร้อน + ความปลอดภัย - ต้นทุนการผลิต EV ถูกกดดันให้ลดต้นทุน → ใคร scale ได้เร็ว = winner $TSLA, BYD ได้เปรียบ แต่ฝั่ง startup จะเจอแรงกดต้นทุนหนัก EV ไม่ได้ติดปัญหาที่ “คนไม่อยากซื้อ” แต่ติดที่โครงสร้างพื้นฐานและคอขวดด้านแบตเตอรี่ คือรถออกแบบมาดีมากๆ แล้ว แต่พลังงานมันคือส่วนที่สำคัญที่สุด ชื่อมันก็บอกอยู่ว่า "รถไฟฟ้า" ดังนั้น หุ้นที่จะชนะ อาจไม่ใช่ “ผู้ผลิตรถ” อีกต่อไป แต่คือ - แบตเตอรี่ $QS, $ENVX, $LTHM, $ALB - Energy storage & grid infra $FLNC, $STEM, $VST, $NEE - Charging infra $CHPT, $BLNK สรุปสั้นๆ คือ EV คือ อนาคตที่เราเห็นว่ามันมาแน่ๆ อย่างชัดเจน แต่ยังติดคอขวดใหญ่ๆ อย่าง แบตเตอรี่, โครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า และ Supply chain วัตถุดิบ อยู่ แต่ถ้าใครแก้ "คอขวด" พวกนี้ได้ = Winner ตัวจริง
6
461
591
44,728
แล้วถ้าเมกาจะเลิกพึ่งพา rare earth จากจีน จะมีโอกาสเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน? ถ้าเมกาจะ “ผลิตแบบจีน” ครบทุกขั้นตอน (ขุด → แปรรูป → ผลิตแมกเนต) จริงจัง อาจจะใช้เวลา 5-10 ปี ขึ้นอยู่กับการลงทุน, เทคโนโลยี, กฎหมายสิ่งแวดล้อม และการสนับสนุนจากรัฐ ก็มีโอกาสเป็นไปได้ครับ ตอนนี้มีโครงการที่กำลังเดิน เช่น MP Materials ได้เซ็นสัญญากับ DoD เพื่อสร้างโรงงานแม่เหล็กที่จะเริ่มเปิดใช้ได้ในปี 2028 บริษัทที่ได้ประโยชน์ก็จะมี - MP Materials $MP ผู้นำ Rare Earth ของเมกา มีเหมือง Mountain Pass และโรงงานผลิตแม่เหล็กในประเทศ - USA Rare Earth $USAR พัฒนา supply chain ครบวงจรจากเหมือง Round Top ถึงการผลิตแม่เหล็ก - NioCorp $NB โครงการ Elk Creek ผลิต niobium, scandium และ rare earth สำหรับ EV - Energy Fuels $UUUU ผลิต NdPr และ heavy REE จากโรงงาน White Mesa Mill - United States Antimony $UAMY ผู้ผลิตแอนติโมนีรายเดียวในสหรัฐ ใช้ในแบตเตอรี่และกลาโหม - Idaho Strategic Resources $IDR บริษัทเหมืองทองและ rare earth ในไอดาโฮ มีทรัพยากรสำรองสูง - Texas Mineral Resources $TMRC โครงการ Round Top มี rare earth 16 ชนิด รวมถึง lithium - The Metals Company $TMC เก็บแร่โลหะจากพื้นทะเลลึก มีนิกเกิล โคบอลต์ และแมงกานีส - Rare Element Resources $REEMF โครงการ Bear Lodge ในไวโอมิง ได้ทุนจากกระทรวงกลาโหม - Critical Metals $CRMLลงทุนในโครงการแร่สำคัญ เช่น lithium และ rare earth - Ero Copper $ERO ผลิตทองแดงและโลหะหายากในบราซิล กำลังขยายสู่พลังงานสะอาด - American Resources $AREC รีไซเคิล rare earth จากถ่านหินและของเสียอุตสาหกรรม - Trilogy Metals $TMQ พัฒนาแร่ทองแดงและสังกะสีในอะแลสกา มีศักยภาพใช้ในพลังงานสะอาด - Perpetua Resources $PPTA)โครงการ Stibnite ผลิตทองคำและแอนติโมนีในไอดาโฮ ใช้ในแบตเตอรี่และกลาโหม
สงคราม Rare Earths เริ่มแล้วครับ - จีนจำกัดการส่งออกแร่หายากไปเมกา - เมกาตอบโต้ด้วยภาษี 100% ทันที แต่เกมนี้… มันไม่ใช่เรื่องของ “การค้า” แล้ว มันคือ “การกุมอำนาจทางเทคโนโลยีของยุคหน้า” เพราะไม่มี Rare Earths → ไม่มีชิป ไม่มีหุ่นยนต์ ไม่มีอาวุธ ไม่มี AI ใครคุม Rare Earths ได้ คนนั้นจะคุมอุตสาหกรรมโลกทั้งใบ นี่เป็นปัญหาที่ต้นน้ำมากๆ ผมเขียนอธิบายไว้แล้ว พร้อมโอกาสทางการลงทุนผ่านเทรนด์นี้ อ่านบทความเต็มๆ ได้ที่นี่เลยครับ: tinyurl.com/5bxvddej
2
544
573
64,672
คืนนี้ถ้า Fed ลดดอกเบี้ยจริงๆ ตลาดหุ้นจะสะเทือนทันที เพราะมันคือ “ต้นทุนทางการเงิน” ที่ถูกกดลงมา 📈 ข้อดี: 1. เงินกู้ถูกลง → บริษัทลงทุน scale ได้ง่ายขึ้น → หุ้นกลุ่ม Growth/Tech จะเด้งแรง 2. นักลงทุนโยกเงินจากพันธบัตร (ดอกต่ำ) → เข้าหุ้นมากขึ้น 3. สภาพคล่องไหลเข้าตลาด = หุ้นได้อานิสงส์เต็มๆ 📉 ข้อเสีย: 1. การลดดอก มันจะมาพร้อมสัญญาณว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอ → ตลาดอาจตีความว่า “โอเค ต้นทุนการเงินถูก แต่อนาคตไม่สดใส” 2. ถ้าลดแรงไป ตลาดอาจกังวลว่า Fed ระแวงเศรษฐกิจจริงๆ สรุปง่ายๆ เลยคือ การลดดอกเหมือน “บูสต์สั้นๆ” ให้หุ้นวิ่ง แต่ถ้าเศรษฐกิจจริงไม่ได้แข็งแรงขึ้นเลย ก็เหมือนเติมน้ำมันให้รถที่เครื่องเริ่มสั่นแล้ว
5
561
589
150,837
ผมเข้าซื้อ $RKLB เพิ่มไปตอนราคา $47 จนต้นทุนจาก $3.80 ขึ้นมาเป็น $5.66 ผลตอบแทนตอนนั้นลงไปที่ราวๆ 700% และตอนนี้ก็กลับมา 951% ใกล้ 10 เด้งอีกครั้ง ที่อยากบอกคือ อย่ากลัวที่จะซื้อเพิ่มครับ ถ้าบริษัทมีศักยภาพจริง ผลตอบแทนมันจะกลับมาเอง สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องมี Thesis ที่เน้นพอ ศึกษาดีพอ ไม่งั้นคุณจะไม่กล้าซื้อเพิ่มเลย...
หุ้น 10 เด้งตัวแรกของพอร์ตนี้มาแล้ว $RKLB 🔥 พอร์ตนี้อายุ 2 ปีพอดี เปิดพอร์ตเมื่อ กรกฎาคม 2023 ถือหุ้นนี้มาเป็นเวลา 1 ปี 3 เดือน (เข้าซื้อ 8 เมษา ราคา $3.80) เหตุผลที่ซื้อเพราะ ผมสนใจในอุตสาหกรรมนี้มาตั้งแต่เริ่มลงทุน $TSLA ในปี 2019 และศึกษาลึกลงไปชอบ Elon Musk ชอบ SpaceX แต้ไม่มีหุ้นให้ซื้อ แล้วผมก็เห็นข่าวอินเดียส่งยานอวกาศ โครงการคคันยาน ไปยังดวงจันทร์ได้สำเร็จในปี 2022 เลยสนใจในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้นไปอีก และ Space Economy เป็นเมกะเทรนด์อย่างชัดเจน “พื้นที่บนท้องฟ้า เป็นพื้นที่ที่ไม่ทีเจ้าของ ใครยึดครอง และหาเงินจากพื้นที่นี้ได้ก่อน ก็ได้รายได้มหาศาล” ตอนที่ซื้อคนยังไม่รู้จัก บริษัทยังรายได้ไม่มาก ยังคงเล็กมากๆ แต่ตัดสินใจซื้อเพราะเชื่อว่าเติบโตได้ ตอนนั้นมีแค่ SpaceX ที่ทำได้ดีในอุตสาหกรรมนี้ เลนมองว่า Rocket Lab น่าลุ้นที่จะขึ้นมาท้าชิงส่วนแบ่งตลาด และด้วยความมีหุ้นในตลาดด้วย ก็สามารถถึงเงินจากนักลงทุนมาได้อีก
4
315
559
92,874
จาก 20 ตอนนี้ผมคัดลงมาให้เหลือแค่ 5+1 ตัว แต่กระจายไปในหลายอุตสาหกรรม (อนาคต) หรือที่ผมชอบใช้ว่าลงทุนใน Megatrend ครับ มันต้องเป็นหุ้นที่ High Quality มากๆ สำหรับผม โดยที่ผมเป็นคนที่ลงทุนกับ Megatrend จริงๆ ไม่ได้มองปัจจุบันของบริษัท แต่จะโฟกัสไปที่แผนในอนาคตหรือกิจกรรมในปัจจุบันที่จะส่งผลต่อการเติบโตในอนาคต และที่สำคัญหุ้นที่ผมลงทุน TAM หรือตลาดจะต้องใหญ่ 5 หุ้นนี้ผมจะทันขึ้นมาแบกพอร์ตแน่นอน (ตอนนี้มี 2 ตัวค่ำพอร์ตอยู่) และอนาคตผมจะมาอัพเดทอีกครั้งว่า 5 ตัวนี้เป็นัยงไงบ้าง ผมเขียนแชร์ทั้งหมดไว้แล้ว ใครอยากอ่านเข้าไปอ่านได้ใน Ko-fi เลยครับ tinyurl.com/4crye2a9
ผมจะมาเปิดพอร์ตหุ้น 20 ตัวที่ผมตั้งใจจะถือยาวไป 5-10 ปี มาดูกันว่า... - มีบริษัทไหนบ้าง? - การเงินเป็นไง? - เทรนด์ไหนที่บริษัททำธุรกิจอยู่? - อนาคตมีโอกาสโตเพราะอะไร? - ความเสี่ยงที่ควรจับตามองมีอะไรบ้าง? - กลยุทธ์ที่ผมใช้ถือหุ้นนั้นๆ ผมเขียนทุกอย่างไว้ใน Ko-fi สำหรับสมาชิกเท่านั้น ใครซับ Ko-fi ผมอยู่เข้าไปอ่านกันได้เลยครับ 🔗tinyurl.com/22c7ab92 ปล. บทความนี้ยาวมากๆ อัดแน่นข้อมูล 20 ตัวอยู่ในนั้นทั้งหมด
1
305
628
71,190
ปัจจุบันผู้บริโภคมักจะมองหา product ที่รักษ์โลกมากขึ้น และวันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังถึงแบรนด์ JUST WATER ของ Jaden smith ที่มีมูลค่ามากกว่า 3000 ล้านบาท ให้ฟังกันครับ
1
1,299
552
ผมไม่ซื้อหุ้นปันผลเลยสักตัวในพอร์ต เพราะอะไร? หุ้นปันผลต้องยอมรับความจริงก่อนลงทุนเสมอว่าเป็นธุรกิจที่ให้ปันผลมักจะเติบโตได้น้อยในอนาคต การจะได้เงินปันผลมากๆ = ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ด้วย ถ้าเริ่มต้นลงทุนผมจะไม่แตะหุ้นปันผลเลย เพราะเงินน้อย + ต้องการการเติบโตที่สูง ถ้าอยากได้ปันผลจำนวนมากๆ ลงทุนเพิ่ม Capital gain ก่อน ถึงจุดถึงที่เงินมันกลายเป็นก้อนใหญ่ๆ แล้วค่อยเอาไปลงทุนหุ้นปันผลตอนนั้นก็ยังทัน อย่าลืมคำนวนเรื่องเงินเฟ้อด้วยนะครับที่เห็นเพิ่มปันผลกัน อาจเป็นผลมาจากเงินเฟ้อด้วย (ค่อนข้างซับซ้อน) และเรื่องภาษีด้วย ถ้าต้องมาเสียภาษีปันผลไปหลายๆ ปีในขณะที่เงินต้นน้อยๆ มันจะค่อยๆกัดกินเงินคุณไปเรื่อยๆ แรกๆ อาจจะไม่รู้สึกแต่นานๆ ไปลองนำมาคำนวนจะรู้สึกว่ามันเยอะมาก
7
354
553
141,367
ท่ามกลางข่าวที่หันไปให้กระแส $GOOGL $AVGO $TSM $NVDA $INTC $AAPL $MSFT ที่กำลังแข่งกันในสนาม Ai แต่คนมองข้ามไปว่า Backbone จริงๆของอุสาหกรรม คือ $ASML บริษัทที่ผลิตเครื้องผลิตชิป ที่ไม่ทีคู่แข่งเลย MOAT หนาตั๊บ!! และปีนี้บวกขึ้นมา 34% YTD 🔥
8
348
552
31,821
ถ้าสภาพพอร์ตคุณเป็นแบบนี้ คุณจะยังกล้าถือต่อมั้ย ใช่ครับ ในวันนั้น ผมกล้าถือต่อ และวันนี้ ตัวไหนที่เคยติดลบ ก็ไม่เคยกลับไปติดลบอีกเลย นี้แหละคือพลังของการถือยาว (บนหุ้นพื้นฐานดี) แถมบางตัว บวกหลักร้อยหลัก 1000% ด้วยซ้ำ ผมผ่านมันมาแล้ว เลยแนะนำตลอดว่า ถือยาวนะครับ ถ้า Tesis ที่ทำมา/ศึกษามาอย่างดี ยังไม่พัง ก็ถือต่อเถอะครับ ขายเก็บกำไรอะไร ผมไม่เคยทำ ถือจนกว่าจะ +10,000% อะ ผมถึงจะขาย ถ้าบริษัทยังโตเรื่อยๆ แม้แต่ 0.1 หุ้น ผมก็ไม่ขาย ทนแดงได้ ก็ต้องทนเขียวได้เหมือนกัน
16
306
570
269,626
แชร์หุ้นใน Watchlist ของผมตอนนี้... $RBRK - Rubrik Inc. $VST - Vistra Corp. $VRT - Vertiv Holding $IREN - IREN Limited Ordinary $CIFR - Cipher Mining Inc. $ANET - Arista Network $NET - Cloudflare Inc. $RR - Richtech Robotics Inc. ยังอยู่ในช่วงศึกษาอย่างหนักเพื่อจะเปิด position สำหรับผม ช่วงนี้ตลาดขึ้นมาเยอะ ก็ทำการบ้านรอตลาดย่อแล้วค่อยเข้าตอนนั้นก็ยังทัน
11
230
565
83,864
The Palantir Mafia 🧑‍💼 นี่คือเหตุผลที่ “เน็ตเวิร์ก” สำคัญพอๆ กับ “สกิล” อดีตพนักงาน Palantir ออกไปสร้างบริษัทใหม่ - ระดมทุนรวมๆกัน $34B+ - เฉลี่ยบริษัทละ $800M - ปั้นยูนิคอร์นได้ 15+ ตัว กว่า 6% ของพวกเขาสร้างบริษัทมูลค่า มากกว่า $1B นี่อาจจะเป็น PayPal Mafia รุ่นใหม่ และผมจะเล่าให้ฟังว่าบริษัทไหนน่าจับตาบ้าง 👇
2
358
524
34,640
อยากลงทุนแบบไม่ต้องเดาอนาคตมาก ก็ไม่ต้องเดา… แค่ดูว่า บริษัทใหญ่ระดับโลก เขากำลังลงทุนอะไร / มองอนาคตแบบไหน เพราะบริษัทระดับนั้น เขามีทีมวิจัยระดับโลก เข้าถึงข้อมูลที่เราหาไม่ได้ และมีเงินมากพอจะ “ผลักอนาคตให้เกิดจริง” อย่างตอนนี้… - Apple ดัน Vision Pro - Nvidia ทุ่มกับ AI + Robotics - Microsoft เทกับ OpenAI - Amazon ลงทุนพลังงานสะอาด + Cloud - Google บุก AI Infrastructure - Tesla ไม่หยุดที่แค่รถยนต์ ไม่ต้องคิดเองให้หนัก แค่ “เดินตามเงินก้อนใหญ่” อนาคตก็จะอยู่ตรงหน้าเอง
1
336
521
31,213
ถ้ายังไม่เก็ทว่า “ยุค AI” เงินจะไหลไปที่ไหนบ้าง ลองดูรูปนี้แล้วจะเข้าใจมากขึ้นครับ $MSFT เปิดตัว AI Super Factory แต่คนที่น่าจะรวยกว่า คือ “คนขายที่ดินให้โรงงาน” มากกว่าโรงงานเอง ผมพูดถึงอะไร? ผมหมายถึง “Neocloud” พวกผู้ให้บริการ Data Center + GPU ที่เป็นฐานพลังงานและ GPU ให้บริษัทใหญ่ๆ เช่าไปรันโมเดล Ai และถ้าดูดีๆ จะเห็นว่ามี 3 ตัวที่เด่นที่สุดตอนนี้ - $CRWV จาก startup กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของ $MSFT และ $NVDA แบบเต็มตัว - $IREN จากเหมืองคริปโต กลายเป็นโรงงาน AI แบบ New Energy-first ที่สำคัญเติบโตไวมาก - $NBIS เป็นอีกหนึ่งแขนของ $MSFT ที่กำลังจะขยายแบบบ้าระห่ำ พวกนี้คือ “บ้าน” ที่ AI ทุกตัวต้องมาวิ่งอยู่ในนั้น โมเดลจะฉลาดขึ้นกี่เท่า ก็ต้องใช้ compute ใน “บ้าน” ของ Neocloud อยู่ดี ผมมองง่ายๆ เลย ว่า - ถ้าปี 2010-2020 เป็นยุค Cloud (AWS / Azure / GCP) - แล้วปี 2024-2030 ก็จะเป็นยุค Neocloud เพราะ AI ต้องการสเปกหนักกว่า cloud แบบเดิมหลายเท่า และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ… - Neocloud ยังไม่ได้ถูก “ตีราคา” เหมือน Big Tech - แต่วัฏจักรเงินเริ่มไหลเข้าแบบเห็นชัดๆ แล้ว ดีลจาก $MSFT, $GOOG, $NVDA, OpenAI กำลังเกิดขึ้นขึ้นเรื่อยๆ ถ้าถามว่า ใครคือ “โครงสร้างพื้นฐานของ AI รุ่นใหม่” ผมตอบเลยว่า Neocloud จะเป็นส่วนหนึ่งของ Infra แน่นอน
4
394
532
28,219
หุ้นดีๆ ที่โตปีละ 10–15% ก็พาคุณรวยได้ ถ้าคุณซื้อซ้ำได้เรื่อยๆ หลายคนมองว่าการลงทุนต้องหาหุ้นที่โต 10 เท่าเท่านั้นถึงจะรวยได แต่จริงๆ แล้ว การโตสม่ำเสมอ + มีเงินเติมต่อเนื่อง = พลังมหาศาล ลองดูหุ้นอย่าง Microsoft $MSFT ที่โตเฉลี่ยปีละ ~12–15% มาเกิน 10 ปี ถ้าคุณลงทุนเดือนละ 5,000 ต่อเนื่อง 10 ปี คุณจะมีเงินรวมๆ 1 ล้านบาท โดยไม่ต้องลุ้นโชคหรือเทรดบ่อยเลย ที่สำคัญเลยคือ - หุ้นไม่ต้องหวือหวา ขอแค่โตจริง - คุณต้องมี “วินัย” ซื้อซ้ำ - และ “ทุน” ที่เติมได้ต่อเนื่อง (หาเงินมาเติมให้ได้เรื่อยๆ) เปลี่ยน mindset จาก ต้องหาหุ้นเทพ เป็น ต้องมีระบบลงทุนที่ยั่งยืนลงทุนได้ยาวๆนานๆ แล้วความรวยจะค่อยๆ เติบโตตามเวลาเองครับ
368
520
32,801
ประเด็นฟองสบู่ Ai กลับมาอีกรอบ เพราะเริ่มชัดขึ้นๆ เรื่อยๆ แต่ประเด็นคือ จะมาหรือไม่มาจริงนั้นเป็นสิ่งที่เราเดาไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือ มีแผนไว้รับมือ และมองหาคนที่จะโดนกระทบน้อยที่สุด และบริษัทนั้นคือ $NVDA อยู่ในจุดที่ทุกคนซื้อของไปแล้ว ถ้าเกิดวิกฤตมาจริงๆ $NVDA ก็ยังรอดเพราะรวยมากๆ เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ ยกตัวอย่าง OpenAi อาจจะกระดุดไปเลยถ้า Ai มัน Bubble จริงๆ ยิ่งตอนนี้กำไรยังไม่มีอีก อย่าว่าแต่กำไรเลย รายได้จะหายไปเลยถ้าฟองสบู่มันแตก แต่ใดๆ แล้ว ทุกบริษัทที่อยู่ใน Sector Ai นี้ ได้รับผลกระทบกันหมดแน่นอน ไม่เว้นแต่ $NVDA เองก็จะโดนไม่ทางใดก็ทางนึง รอดจากทางนึงก็จะโดนอีกทางนึงแทน ก็ในเมื่อลูกค้าตายหมด จะหาเงินจากไหนต่อ? ส่วนตัวผมมองกำไรของ OpenAi เป็นหลักเลยครับ ถ้าไม่มีกำไรแต่ยังใช้เงินมหาศาลแบบนี้ไปเรื่อยๆ นักลงทุนจะเริ่มกลัวแน่ๆ (อย่างเมื่อคืนที่ตลาดร่วง ก็เพราะ Valuation ของตลาดมันขึ้นมาสูงแล้วนี่แหละ) ทุกคนกำไร แล้วใครขาดทุน?
2
506
521
62,589
จาก Mag 7 กลายเป็น Mag 10 แล้วในยุค AI ตอนนี้ไม่ได้มีแค่ $NVDA, $MSFT, $GOOGL อีกต่อไป แต่ $PLTR, $AMD, $META ก็เริ่มแทรกขึ้นมาติดโผ “หุ้นหลักของยุค AI” แล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือ หุ้นพวกนี้ “ยังมี Upside อีกเพียบ” จากการคาดการณ์ $META มีเป้าราคา +46% $AMD +44% $NVDA +37% $AMZN +36% $TSLA +36% ตลาดกำลังบอกเราว่า “AI ยังไม่จบ แต่อาจจะแค่เริ่มรอบใหม่” ใครพลาดรอบแรกของ $NVDA … รอบนี้อาจจะยังมีโอกาสครั้งต่อไป
1
330
515
36,129
สภาพพอร์ตผมเมื่อคืน หุ้นขยันพุ่งแข่งกัน หลังจากร่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา พอพ่อใหญ่ทรัมป์บอกสถานการณ์ เมกา-จีน ไว้ใจได้เลย ไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นแน่นอน หลังจากนั้นตลาดก็กลับมาบวกยับๆ คือพ่อใหญ่เขาทวิตข่าวให้ลูกเล่น Short Crypto แหละครับ 😡🤬 ตลาดยังขึ้นต่อไปแบบนี้คงจะไม่มีโอกาสได้ซื้อตัวไหน ทับมือไปก่อนแล้วหาหุ้นที Valuation ดีๆ ที่ฌตึได้ไกลๆ เข้าพอร์ตเพิ่มเอา แต่ก็เสี่ยงซื้อของแพงอยู่
2
261
520
40,572
🚨 มาแล้วครับ หนังสือที่ซุ้มเขียนมา 3 เดือน วันนี้คลอดแล้ว!! ชื่อหนังสือว่า "10 BAGGER STOCK FROM MINDSET - หุ้น 10 เด้ง สร้างได้จากมายเซต" ผมเปิดให้โหลดฟรีใน Ko-fi เลยครับ ไปตำกัน โหลดเก็บไว้อ่าน เสาร์-อาทิตย์ ได้ อ่านแปปเดียวจบครับ ไม่ถึง 100 หน้า (ลิ้งค์อยู่ข้างล่าง 👇) รีวิวสั้นๆ... หนังสือเล่มนี้ ผมตั้งใจเขียนขึ้นมาเพื่อเล่าให้เพื่อนๆ นักลงทุนที่สนใจการลงทุนในหุ้น ได้เห็นมุมมองและวิธีคิดที่ผมใช้จริงๆ ในการเลือกหุ้นเล็กๆ ที่มีโอกาสโตแบบ 10 เท่าในอนาคต ผมจะเล่าแบบง่ายๆ ตรงไปตรงมา ไม่ใช่เชิงวิชาการเยิ่นเย้อ แต่เป็นภาษาคนลงทุนจริงๆ มีทั้ง Framework ที่ผมใช้ประจำ วิธีเชื่อมโยงเมกะเทรนด์ การดู Business Model ว่ามันจะโตได้ยังไง และตัวอย่างหุ้นที่ผมเคยศึกษา พร้อมกับ Insight ส่วนตัวที่ผมใช้ตัดสินใจลงทุน เหมาะมากสำหรับคนที่กำลังหาแนวทางใหม่ๆ ในการเลือกหุ้น ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่ม หรือลงทุนมาสักพักแล้ว แต่อยากมองให้ไกลขึ้น คิดให้ใหญ่ขึ้น และหาหุ้นที่เปลี่ยนชีวิตได้จริงๆ เล่มนี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จนะครับ แต่เป็น “แว่นตา” ที่ผมใช้มองตลาดหุ้น ถ้าใครได้อ่านแล้วลองปรับใช้กับสไตล์ตัวเอง ผมเชื่อว่ามันจะช่วยให้คุณหาโอกาสเจอได้เร็วขึ้นแน่นอน ใครสนใจอยากโหลดไปอ่านได้ฟรีๆ กดที่ลิ้งค์นี้เลยครับ: ko-fi.com/s/8372a9a9bb
33
375
656
156,850
เมื่อคืน $NVTS บวกแรง 21% และ After hours อีก 30% และ 6 เดือนที่ผ่านมา บวกไปแล้ว 453% โคตรบ้า!! 🔥 ทุกคนบอก GPU ว่าคือสมองของ AI แต่จริงๆ แล้ว “หัวใจของระบบทั้งหมด” คือพลังงานครับ และตอนนี้ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกกำลังถึงจุดเปลี่ยนใหม่... จากยุคที่ใช้ไฟ 54V → ยุค 800V เพราะ GPU Blackwell รุ่นใหม่ของ $NVDA ไฟมากอย่างกะสัตว์ประหลาด!! มันไม่ใช่แค่เรื่องของการอัปเกรด Hardware แล้ว แต่คือ “การรื้อเส้นเลือดของ Data Center ทิ้งทั้งเส้น” และคนที่เข้าใจเกมนี้ดีที่สุด คือ $NVTS ของเรานี่เอง บริษัทที่ทำชิปควบคุมพลังงานให้ไฟไหลผ่านระบบได้เร็วขึ้น ง่ายๆ คือ ถ้า - $NVDA คือสมองของ AI - $NVTS ก็คือระบบไหลเวียนเลือดที่ทำให้สมองทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ทุกโรงงาน AI ที่กำลังถูกสร้าง จะต้องใช้ระบบไฟแรงดันสูงเพื่อให้ GPU ทำงานได้เต็มสปีด และนี่คือจุดที่ $NVTS เข้ามาแก้ Pain Point พอดับพอดี เพราะในวันที่ Hyperscaler ทุกเจ้ากำลังเทเงินสร้าง AI Cloud ปัญหาใหญ่ที่สุดไม่ใช่ Compute อีกแล้ว แต่คือ “พลังงานจะพอไหม?” ใครควบคุมไฟได้ดีกว่า → ได้เปรียบกว่า $NVTS ไม่ได้ขายของเล่นชิ้นเล็ก แต่ขาย “ทางผ่านของพลังงาน” สิ่งที่ทำให้โรงงาน AI ทั้งโรงหายใจได้เต็มปอด แค่คิดก็ขนลุ๊กกกกแล้ว แถมๆ ผมบอกไปไม่รู้กี่ครั้งแล้วว่า ไฟฟ้าคือ คอขวดจริงๆ ของ Data Denter ใครที่ตามผมใน Ko-fi ก็จะเห็นผมพูดถึงไฟฟ้าๆๆ อยู่บ่อยๆ และ Layer ของไฟ มันไม่ได้มีแค่ใครผลิตไฟฟ้าและจ่ายให้ Data Center แล้วจบนะครับ มันมี ผลิต, แบต, สายไฟ, ระบบ และอีกหลายๆ Layer ซึ่งเราลงทุนได้ทั้งหมดเลย อยู่ที่ว่า Layer ไหนจะได้ประโยชน์มากน้อยกว่ากัน
6
281
511
42,208
Flow of compute ของ OpenAI - $TSM$NVDA ผลิตชิป - $NVDA$MSFT / $ORCL / $CRWV ส่ง GPU - $MSFT / $ORCL → OpenAI ให้พลัง Compute - SoftBank → OpenAI ลงทุนเงินสด - OpenAI → สร้างโมเดล AI ใครคุม “Flow of Compute” ได้ = คุมอนาคตของ AI และตอนนี้คนที่คุมคือ $NVDA + $MSFT
1
294
503
28,171
เวลาเลือกหุ้น ถ้าอยากได้แบบ “อยู่รอดยาวๆ” ต้องมองหา MOAT หรือคูเมืองป้องกันธุรกิจแน่นๆ 5 MOAT ที่เจอบ่อยคือ: 1. แบรนด์/สิทธิบัตร - ของเหมือนกัน แต่ชื่อทำให้ขายได้แพง เช่น $COKE 2. ถ้าย้ายค่าย แพงมาก - ย้ายไปเจ้าอื่นคือปวดหัวหนัก เช่น $ORCL 3. เครือข่าย คนใช้เยอะ = ยิ่งโตแบบทบต้น เช่น $CME 4. ต้นทุนถูกกว่า - ส่งของได้ถูก แข่งยังไงก็ยาก เช่น $UPS สงครามราคา ใครก็ไม่อยากให้เกิด 5. ตลาดเล็กแต่ผูกขาด - ไม่มีใครกล้าเข้ามาแข่ง เช่น $KMI หุ้นที่มี “Wide Moat” = ยืนระยะได้ กินกำไรยาวๆ หุ้นที่ “No Moat” = เสี่ยงโดนคู่แข่งกินส่วนแบ่งตลาดตลอดเวลา
3
311
505
34,451